เนชั่นทีวี

Nation Story

ประวัติศาสตร์ใหม่! อาร์ทิมิส 2 ทุบสถิติโลก เดินทางไกลจากโลกสุดในประวัติศาสตร์ 406,771 กม.

07 เม.ย. 2569

ประวัติศาสตร์ใหม่! อาร์ทิมิส 2 ทุบสถิติโลก เดินทางไกลจากโลกสุดในประวัติศาสตร์ 406,771 กม.

STORY: "อาร์ทิมิส 2" ทำลายสถิติโลก! มนุษย์เดินทางไกลจากโลกสุดในประวัติศาสตร์ 406,771 กม. บินอ้อมด้านไกลดวงจันทร์ — ก้าวสำคัญก่อนพิชิตดาวอังคาร

56 ปีที่สถิติเดิมยืนหยัด… แต่วันนี้มันถูกทำลายลงแล้ว คำถามคือ มนุษยชาติกำลังก้าวไปถึงที่ไหน และประเทศไทยมีที่ยืนในเส้นทางนั้นหรือเปล่า?

 

โลกเพิ่งได้เห็นประวัติศาสตร์อวกาศบทใหม่ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2026 เวลาประมาณ 06.02 น. ตามเวลาไทย นักบินอวกาศทั้ง 4 คนของภารกิจ "อาร์ทิมิส 2" ได้ทำลายสถิติที่ยืนหยัดมานานกว่าครึ่งศตวรรษ เมื่อพวกเขาอยู่ห่างจากโลกถึง 406,771 กิโลเมตร — ไกลกว่าที่มนุษย์คนใดเคยเดินทางมาก่อนในประวัติศาสตร์

 

🔵[ทำลายสถิติ 56 ปีในพริบตา]

สถิติเดิมนั้นเป็นของภารกิจ "อะพอลโล 13" เมื่อปี 1970 ที่ระยะทาง 400,167 กิโลเมตร ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ — ท่ามกลางวิกฤตระทึกขวัญที่ยานเสียหายกลางอวกาศ แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

 

"อาร์ทิมิส 2" วางแผนทุกอย่างอย่างรัดกุม ทีมงาน 4 ชีวิตบนยานโอไรออน (Orion) ประกอบด้วย รีด ไวส์แมน ผู้บัญชาการ, วิคเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา คอช และ เจเรมี แฮนเซน นักบินอวกาศชาวแคนาดา พวกเขาเคลื่อนตัวออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ ภายใต้แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ จนกระทั่งแตะระยะสูงสุดและกลายเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่ยืนอยู่ ณ จุดห่างไกลโลกมากที่สุดในรอบ 56 ปี

 

"เราจะเดินทางต่อไปให้ไกลกว่านี้ ก่อนที่โลกจะดึงเรากลับมายังทุกสิ่งที่เราหวงแหน"

— เจเรมี แฮนเซน สื่อสารกับศูนย์ควบคุมภารกิจ

 

แต่ถ้าเส้นทางนี้คือการทดสอบ… มันกำลังทดสอบอะไรกันแน่?

🔵[บินอ้อมด้านมืด — 7 ชั่วโมงที่มนุษย์ไม่เคยทำมาก่อน]

ภารกิจนี้ไม่ได้แค่ "ผ่าน" ดวงจันทร์ แต่บินอ้อมไปยังด้านไกล (Far Side) — ส่วนที่หันออกจากโลกตลอดเวลา และมนุษย์ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุคอะพอลโล ยานโอไรออนใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมง เคลื่อนผ่านเหนือพื้นผิวดวงจันทร์ในระดับความสูงประมาณ 6,545 กิโลเมตร โดยใช้วิถีที่เรียกว่า Free-return trajectory คือปล่อยให้แรงโน้มถ่วงดวงจันทร์เหวี่ยงยานกลับมายังโลกโดยไม่ต้องจุดเครื่องยนต์เพิ่ม

 

ระหว่างนั้น นักบินอวกาศใช้กล้องเลนส์ 400 มิลลิเมตรถ่ายภาพพื้นผิวดวงจันทร์อย่างละเอียด รวมถึง "แอ่งโอเรียนทาเล" (Orientale Basin) หลุมอุกกาบาตขนาดมหึมากว้างถึง 965 กิโลเมตร บริเวณรอยต่อระหว่างด้านใกล้และด้านไกลของดวงจันทร์ ซึ่งไม่เคยมีมนุษย์คนใดได้เห็นในแสงอาทิตย์โดยตรงมาก่อน

 

"ดวงจันทร์ที่เรากำลังมองอยู่นั้น ไม่ใช่ดวงจันทร์ที่คุณเห็นจากโลกเลย"

— คริสตินา คอช

 

ในช่วงที่ยานบินลึกเข้าไปด้านหลังดวงจันทร์ สัญญาณการสื่อสารกับศูนย์ควบคุมที่ฮิวสตันขาดหายไปราว 40 นาที — เป็นความเงียบที่ทีมงานภาคพื้นดินคาดการณ์ไว้แล้ว แต่ก็ยังทำให้ใจหายอยู่ไม่น้อย ก่อนที่การติดต่อจะกลับมาอีกครั้งตรงตามกำหนด เวลา 06.24 น.

🔵[สุริยุปราคา 53 นาที — ที่ไม่มีใครบนโลกเห็นได้]

หลังผ่านจุดใกล้ดวงจันทร์ที่สุด เหล่านักบินอวกาศได้ประสบกับปรากฏการณ์ที่หาไม่ได้บนโลก ยานโอไรออนเคลื่อนเข้าสู่เงามืดของดวงจันทร์ และเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่กินเวลานานถึง 53 นาที เทียบกับบนโลกที่นานที่สุดแค่ราว 7 นาทีครึ่ง เพราะจากระยะนั้นดวงจันทร์ดูใหญ่กว่าดวงอาทิตย์มากจนบดบังได้นานกว่ามาก

 

ไม่เพียงเท่านั้น นักบินอวกาศยังรายงานว่าได้เห็นแสงวาบจากการพุ่งชนของอุกกาบาตบนพื้นผิวดวงจันทร์อย่างน้อย 5 ครั้ง และมีโอกาสสังเกตดาวเคราะห์หลายดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวอังคาร ดาวศุกร์ และดาวเสาร์ ท่ามกลางความมืดมิดของห้วงอวกาศ

 

🔵[ตั้งชื่อหลุมอุกกาบาต — ทิ้งร่องรอยไว้บนดวงจันทร์ตลอดกาล]

หนึ่งในช่วงเวลาที่มีความหมายลึกซึ้งที่สุดของภารกิจนี้ คือการที่ลูกเรือเสนอตั้งชื่อหลุมอุกกาบาต 2 แห่งบนดวงจันทร์

 

หลุมแรกชื่อ "Integrity" ตามชื่อเล่นของยานโอไรออนในภารกิจนี้ ส่วนหลุมที่สองชื่อ "Carroll" เพื่อเป็นเกียรติแก่ แครอล เทเลอร์ ไวส์แมน ภรรยาผู้ล่วงลับของผู้บัญชาการไวส์แมน ซึ่งเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในปี 2020

 

"มันเป็นจุดสว่างบนดวงจันทร์ และเราอยากจะเรียกมันว่า แครอล"

— เจเรมี แฮนเซน

 

นาซาจะเสนอชื่อทั้งสองต่อสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (IAU) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจตั้งชื่อลักษณะพื้นผิวบนวัตถุท้องฟ้า หากได้รับการอนุมัติ ชื่อเหล่านี้จะอยู่บนดวงจันทร์ตลอดไป

 

🔵[ก้าวต่อไปของมวลมนุษยชาติ]

อาร์ทิมิส 2 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ภารกิจทั้งหมดมีระยะเวลา 10 วัน และขณะนี้ยานโอไรออนกำลังเดินทางกลับโลก กำหนดลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิกนอกชายฝั่งซานดิเอโกในวันศุกร์นี้

 

สิ่งที่ภารกิจนี้ทำได้จริงคือการพิสูจน์ว่า มนุษย์สามารถเดินทางออกไปไกลกว่าวงโคจรต่ำรอบโลกได้อีกครั้ง เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคอะพอลโล 17 เมื่อปี 1972 และนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณค่ามหาศาลกลับมาด้วยสายตาของมนุษย์ ซึ่งมีความสามารถในการแยกแยะสีและรายละเอียดพื้นผิวที่กล้องหุ่นยนต์ยังทำได้ไม่เท่า

 

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นรากฐานสำคัญ ก่อนที่นาซาจะส่งมนุษย์เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์จริง ๆ ในปี 2028 และใช้ดวงจันทร์เป็นฐานปฏิบัติการทดสอบเทคโนโลยีก่อนออกเดินทางสู่ดาวอังคารในทศวรรษหน้า

 

มนุษย์ก้าวออกไปไกลกว่าเดิมอีกครั้งแล้ว… คำถามที่น่าคิดต่อคือ ประเทศไทยควรมีบทบาทอย่างไรในยุคอวกาศที่กำลังมาถึง? ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนวิจัยด้านดาราศาสตร์ การผลิตบุคลากร หรือนโยบายอวกาศของชาติ เราในฐานะพลเมืองโลกจะสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวทันโลกในเส้นทางนี้ได้อย่างไร?