All of Us Strangers (2023) เป็นหนังดัดแปลงจากนิยายญี่ปุ่นชื่อ Strangers (1987) เขียนโดย ไทจิ ยามาดะ ตัวเรื่องเล่าถึงนักเขียนเกย์ชื่อ อดัม กับการได้พบชายหนุ่มแปลกหน้า และพ่อแม่ของเขาที่เสียชีวิตไปแล้ว
เป็นเรื่องน่าบังเอิญว่าปี 2023 มีภาพยนตร์ LGBTQ (หรือระบุให้ชัดเจนคือเกี่ยวข้องกับเกย์) 2 เรื่องที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดี แต่พบชะตากรรมแบบเดียวกันในประเทศไทย นั่นคือไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ เรื่องแรกคือ Saltburn (2023, ดูได้ทาง Prime Video) ว่าด้วยความสัมพันธ์ของสองหนุ่มแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด คนหนึ่งเป็นชนชั้นรากหญ้า ส่วนอีกคนมาจากตระกูลสูงศักดิ์ นอกจากบรรยากาศโฮโมอีโรติกสุดประหลาด ฉากจบชนอึ้ง หนังยังทำให้เพลง Murder on the Dancefloor (2001) ของ โซฟี เอลลิส-เบ็กซ์เตอร์ กลับมาฮิตทั่วโลกอีกครั้ง
ส่วนอีกเรื่องคือ All of Us Strangers (2023) ซึ่งแต่เดิมมีโปรแกรมฉายแบบจำกัดที่โรง Doc Pub & Club ช่วงต้นเมษายน 2024 แม้ทางโรงจะดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอน (ซื้อลิขสิทธิ์, ทำการโปรโมต, ส่งหนังไปจัดเรตติ้ง—ซึ่งทุกอย่างล้วนมีค่าใช้จ่าย) แต่อยู่ดีๆ ก็ต้องยกเลิกการฉายด้วยเหตุผลที่ไม่กระจ่างนักจากทางค่ายผู้ถือลิขสิทธิ์ (อ่านแถลงการณ์ของโรงที่นี่ facebook) และเมื่อมีประกาศว่าหนังจะสตรีมทาง Disney+ Hotstar เหล่านักดูหนังก็เข้าไปทัวร์ลงจนฉ่ำ (อ่านที่นี่ facebook) เพราะอนุมานได้ว่าค่ายอาจไม่อยากฉายโรง เพื่อให้หนังฉายทางสตรีมมิงแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทำให้วาทกรรม “สตรีมมิงคือศัตรูของโรงหนัง” เริ่มกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง
โอเค พักเรื่องดราม่าแล้วขอกลับไปที่ตัวหนัง All of Us Strangers เป็นผลงานของ แอนดรูว์ เฮห์ ผู้กำกับชาวอังกฤษที่เปิดเผยว่าเป็นเกย์ ผลงานก่อนหน้าของเขาล้วนได้รับเสียงวิจาณ์เป็นบวก อาทิ Weekend (2011) คู่เกย์ตัดสินใจสานต่อความสัมพันธ์แบบวันไนท์แสตนด์, 45 Years (2015) ชายหญิงที่แต่งงานอยู่กินกันมาค่อนชีวิต แต่ทุกอย่างเริ่มสั่นคลอนเมื่อพวกเขาได้รับข่าวเรื่องอดีตคนรักของฝ่ายชาย, และ Lean on Pete (2017) หนัง coming of age ว่าด้วยมิตรภาพของเด็กหนุ่มกับม้าแก่
ส่วน All of Us Strangers เล่าถึง อดัม นักเขียนเกย์วัยกลางคนที่ได้พบเพื่อนบ้านหนุ่มลึกลับ และเมื่อเขาเดินทางกลับไปบ้านสมัยเด็ก เขาก็ได้พบกับพ่อแม่ตัวเอง ทั้งที่พวกเขาเสียชีวิตไปแล้วหลายสิบปี หนังดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Strangers (1987) ของ ไทจิ ยามาดะ (มีแปลไทยในชื่อ ‘คนแปลกหน้า’ โดยสำนักพิมพ์ J-BOOK)
เฮห์ให้สัมภาษณ์อยู่บ่อยครั้งว่า All of Us Strangers ถือเป็นหนังส่วนตัวที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมา มันอิงจากความยากลำบากของการเป็นเกย์ในยุค 80 รวมถึงการอธิบายเพศสภาพต่อพ่อแม่ แต่แทนที่เฮห์จะเอาชีวิตตัวเองมาขึ้นจอแบบตรงๆ เขากลับบอกเล่าผ่านการดัดแปลงนิยาย Strangers แบบไม่ได้ยึดติดกับต้นฉบับนัก ผู้เขียนคิดว่าเฮห์ (ซึ่งเขียนบทเอง) ดัดแปลงอย่างชาญฉลาดใน 3 แง่ด้วยกัน
สาม—นิยายมีบรรยากาศสยองขวัญ (horror) ชัดเจนในช่วงท้าย ส่วน All of Us Strangers เป็นหนังแฟนตาซีมากกว่าหนังผี เช่นว่า พ่อแม่ของพระเอกที่ดูเหมือนจะเป็นวิญญาณ หรือผี หรืออะไรก็แล้วแต่ กลับถูกนำเสนอเป็นมนุษย์สามัญปกติ
อีกสิ่งสำคัญใน All of Us Strangers คือเพลงประกอบในหนัง ส่วนใหญ่แล้วเป็นเพลงของศิลปินอังกฤษยุค 80-90s ซึ่งแต่ละเพลงล้วนถูกเลือกมาอย่างมีความหมาย เช่น Always on My Mind (1988) ของ Pet Shop Boys ศิลปินดูโอ้ที่กล้าเปิดเผยว่าเป็นเกย์ ในยุคที่ชายรักชายยังไม่เป็นที่ยอมรับนัก, Death of a Party (1997) โดย Blur ที่เล่าถึงการแพร่ระบาดของเอดส์ในช่วงปลาย 80s ถึงต้น 90s แต่เพลงเอกของหนังคงหนีไม่พ้น The Power of Love (1984) ของวงซินธ์ป๊อป Frankie Goes to Hollywood (เป็นวงแรกๆ ที่สมาชิกประกาศตัวว่าเป็นเกย์ จนกลายเป็นไอคอนของกลุ่มเพศหลากหลาย) ซึ่งถูกใช้เป็นเพลงหลักของหนังทั้งเรื่อง จนกระทั่งฉากจบที่เพลงนี้ถูกใช้อย่างทรงพลังที่สุด
มีเพื่อนของผู้เขียนเห็นตัวอย่างหนังเรื่องนี้ดูลึกลับชอบกล เลยถามว่า “นี่คือหนังผีหรือเปล่า?” เอาเข้าจริงจะตอบว่าใช่ก็ได้ แต่ผีหรือวิญญาณใน All of Us Strangers ไม่ใช่ความสยองขวัญลี้ลับ แต่มันคือตัวแทนของอดีต และหัวใจสำคัญของหนังคือการ ‘ดีล’ กับอดีตอันน่าเจ็บปวดของตัวเอง เรื่องราวน่าเศร้าของมนุษยชาตินั้นถูกบอกเล่าผ่านภาพยนต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผู้เขียนคิดว่ายังมีความจำเป็นที่เรายังต้องมีหนังประเภทนี้ต่อไป ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความทรงจำ มีความรู้สึก และหนังเรื่อง Magnolia (1999) ยังมีประโยคเกี่ยวกับอดีตอันโด่งดังว่า “เราอาจผ่านอดีตไปได้ แต่อดีตมิอาจผ่านพ้นเรา” เช่นเดียวกับอดัมและเราทุกคนที่ต้องอยู่ร่วมกับสิ่งนั้นให้ได้