จะเห็นได้ว่ารูปแบบการเคลื่อนที่แบบนี้คำนวณด้วยมือนั้นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ต้องใช้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องคำนวณเป็นตัวช่วยในการหาคำตอบ ซึ่งระบบในทางธรรมชาติก็มี 3-body problem อยู่ เช่น Triple star problem คือมีดาวอยู่สองดวงที่โคจรกันเหมือนกับ 2-body problem และมีดวงที่สามที่โคจรอยู่ไกล ๆ อย่างเช่น กลุ่มดาวของ Alpha Centauri ประกอบไปด้วย Alpha Century A + Alpha Century B + Proxima Centauri โดย A และ B โคจรกันเป็น 2-body problem เป็นต้น
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้คือเราสามารถทำนายได้ว่าระบบดาวแบบ 3-body problem แบบไหนที่จะสามารถเป็นบ้านให้กับมนุษย์ได้ในยุคที่เราสามารถเดินทางท่องอวกาศได้อย่างอิสระ โดยจะขอกล่าวถึงรูปแบบ 2 รูปแบบคือ Circular P-type orbits และ Circular S-type orbits โดยทั้งสองรูปแบบนั้นมองว่าระบบจะมีดาวสองดวงที่โคจรแบบ 2-body problem แล้วมีดาวหรือดาวเคราะห์ดวงที่สามที่มีมวลน้อยกว่าโคจรรอบอีกที แบบแรกคือ Circular P-type orbits ดาวทั้งสองจะโคจรในรัศมีขนาดเล็ก แล้วดาวดวงที่สามที่มีมวลน้อยจะโคจรอยู่รอบนอก ในขณะที่แบบที่สองคือ Circular S-type orbits ที่ดาวดวงที่สามที่มีมวลน้อยจะโคจรใกล้ชิดกับดาวขนาดใหญ่ดวงใดดวงหนึ่ง

สเกลของการคำนวณรูปแบบ Circular P-type orbits และ Circular S-type orbits นี้จะอยู่ในหน่วยของ AU หรือ astronomical unit ที่ 1 AU จะเท่ากับ 149,597,870,700 เมตร หรือระยะเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์มายังโลกนั่นเอง โดยในแบบ P-type ดาวเคราะห์จะโคจรอยู่รอบนอกในรัศมีหรือระยะห่างที่มาก เมื่อเทียบกับแบบ S-type ที่จะใกล้ชิดกับดาวฤกษ์มากกว่า จากการวิเคราะห์หา habitable zone หรือ บริเวณที่สามารถให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้พบว่าแบบ S-type ดูมีความเป็นไปได้มากกว่า เนื่องจากอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่งมากกว่า ทำให้พลังงานที่ได้รับไม่กวัดแกว่งไปมากในรอบการโคจร

วัตถุหลายก้อน ซับซ้อน แต่บางทีก็ดี
นี่แค่พิจารณา 3-body problem ก็กินเวลาในการอธิบายคร่าวๆ ขนาดนี้ แถมยังต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณ ไม่ต้องคิดเลยว่า 4-, 5-, 6-body problem จะเป็นยังไง แต่ก็ไม่ใช่ว่าระบบที่ซับซ้อนจะไม่ได้มีอยู่จริง ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือระบบสุริยะของเราที่ไม่ได้มีแค่โลกกับดวงอาทิตย์ แต่ยังมีดาวบริวารของดวงอาทิตย์อีก 7-8 ดวงหากพิจารณาพลูโตด้วย ยังมีดวงจันทร์ของดาวเคราะห์แต่ละดวง วงแหวนของดวงดาว และดาวหางต่างๆ (หรือถ้าจะให้ละเอียดก็ต้องนับพวกดาวเทียมที่โคจรรอบโลก และขยะอวกาศที่เราปล่อยรวมไปด้วยก็ยังได้ แต่ในการคำนวณจริงวัตถุพวกนี้ไม่ส่งผลต่อการโคจรอะไรมาก เนื่องจากมวลน้อยเกินไป)
พอมามองย้อนกลับทำให้เห็นได้ว่าการที่ดาวโลกของเราอยู่ใน habitable zone หรือเขตที่อาศัยได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์มาก เนื่องจากเป็นบริเวณที่ทำให้น้ำคงสภาพเป็นของเหลวได้ในตลอดช่วงปีในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก มีดาวพฤหัสที่มีมวลขนาดใหญ่คอยดึงดูดเศษฝุ่นด้านนอกไม่ให้มาตกที่โลกโดยตรง มีดวงจันทร์ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงในทุกๆ 12 ชั่วโมง

ปัจจัยพวกนี้เป็นสิ่งที่ทำให้โลกเราเหมาะสมต่อการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตมาหลายล้านปีที่แทบจะไม่มีอะไรมาสะดุด ยกเว้นการสูญพันธ์ของไดโนเสาร์ด้วยอุกกาบาต แล้วทำให้สิ่งมีชีวิตเลี้ยงลูกด้วยนมขึ้นมาครองโลก ไม่น่าแปลกใจที่เอเลี่ยนจากซีรีส์เรื่อง 3 Body Problem จะอยากยึดดาวบ้านเกิดที่สงบสุขของเรา ที่ไม่ได้มีความไม่แน่นอนของดาวฤกษ์แบบที่พวกมันเผชิญ เห็นอย่างนี้แล้ว ช่วยกันรักษาโลกเราไว้ให้ดีๆ เท่าที่พวกเราจะทำได้กันนะครับ
ข้อมูลอ้างอิง
บทความโดย ดร. ถกล ตั้งผาติ