เดิมทีภาพนี้มีชื่อจริงว่า Militia Company of District II under the Command of Captain Frans Banninck Cocq หรือ The Shooting Company of Frans Banning Cocq and Willem van Ruytenburch ส่วนชื่อที่ติดปากคนอย่าง ‘The Night Watch’ นั้น ความจริงเกิดจากความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงของนักประวัติศาสตร์ ที่คิดว่าฉากที่เกิดขึ้นในภาพเป็นเวลากลางคืน หากแต่ความเป็นจริงแล้ว ภาพวาดนี้เป็นฉากในเวลากลางวันต่างหาก แต่ความมืดในภาพนี้เกิดจากคราบฝุ่น การซ่อมแซมที่ย่ำแย่ และการลงน้ำมันเคลือบเงาหนาหนักหลายชั้นของนักสะสม เพื่อปกป้องภาพเขียนจากกาลเวลาและความเสียหายต่างๆ และเพื่อเป็นการปิดบังฝีแปรงอันอิสระของเรมบรันต์จากนักวิจารณ์ ที่มักจะคิดว่าสไตล์ของเขาเหมือนภาพวาดไม่เสร็จ ด้วยการวาดภาพที่ใช้ฝีแปรงหยาบกระด้างรุนแรง เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว ไม่วาดเกลี่ยฝีแปรงลงรายละเอียดในบางจุดของภาพ หรือแม้แต่ปล่อยให้บางจุดของภาพมีร่องรอยเหมือนภาพร่างที่ยังวาดไม่เสร็จ (ดูภาพสุนัขตรงมุมขวาล่าง) ซึ่งเป็นลักษณะการทำงานที่ก้าวล้ำเกินไปจนไม่เป็นที่ยอมรับในยุคสมัยนั้น หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ภาพวาดนี้ได้รับการบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาใกล้เคียงสภาพเดิมมากที่สุด เมื่อนั้น สีสันอันสดใสและแสงสีในยามกลางวันอันเจิดจ้าที่แท้จริงของภาพจึงได้เปิดเผยออกมา
มีเรื่องที่น่าเสียดายอีกประการเกี่ยวกับภาพวาดภาพนี้ก็คือ ภาพวาดในยุคสมัยนั้น ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าภาพวาดที่คนมีเงินจ้างให้จิตรกรวาดขึ้นเพื่อเอาไว้แขวนประดับอาคารบ้านเรือน ปราสาท ราชวัง คฤหาสน์ หรือแม้แต่อาคารสำนักงานต่างๆ ภาพวาดไม่ได้เป็นผลงานศิลปะล้ำค่าอย่างในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ The Night Watch จึงเคยถูกเจ้าของที่ซื้อต่อมาอีกทอด ตัดเฉือนขอบของภาพทั้งสี่ด้านออกไปหลายนิ้ว เพื่อให้แขวนโชว์อยู่ระหว่างเสาสองต้นของอาคารศาลาว่าการเมืองอัมสเตอร์ดัมได้ (ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปกติในยุคก่อนศตวรรษที่ 19)
ภาพ The Night Watch ของจริง ในปัจจุบันก็กลายเป็นภาพวาดชิ้นเอกของโลก และเป็นผลงานศิลปะอันล้ำค่าที่สุดที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ไรจ์คส์ หรือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติแห่งอัมสเตอร์ดัม (Rijksmuseum) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
ส่วนภาพวาดก็อปปี้ที่ว่านั้นถูกจัดแสดงอยู่ในหอศิลป์แห่งชาติ กรุงลอนดอน แต่ในช่วงเวลาที่เราไปชมผลงาน The Night Watch ของจริง ภาพวาดก็อปปี้ชิ้นนี้ก็ถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ไรจ์คส์เคียงคู่กับภาพวาด The Night Watch ของจริง ให้เราได้เปรียบเทียบกันแบบจะจะนั่นเอง
ปฏิบัติการณ์ Night Watch
ปัจจุบัน ภาพวาด The Night Watch มีอายุเกือบ 400 ปีแล้ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลรักษาภาพวาดนี้ให้คงสภาพเดิมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลังจากการวิจัยเป็นเวลาสองปีครึ่ง การเริ่มต้นดูแลรักษาภาพวาดนี้ก็เริ่มต้นขึ้นในปี 2022 โดยในช่วงเวลานี้มีการตรวจสอบผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือนที่มีต่อผืนผ้าใบของภาพวาด เพื่อค้นหาวิธีการอันเหมาะสมที่จะป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อภาพวาด
ด้วยความที่ในพื้นที่จัดแสดงรอบๆ ภาพวาด The Night Watch นั้นมีความเคลื่อนไหวของอากาศ ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวของผู้เข้าชม หรือจากเครื่องปรับอากาศ และด้วยความที่พื้นผิวของภาพวาดค่อนข้างมีขนาดกว้างใหญ่ ภาพวาดจึงเกิดการสั่นสะเทือนจากกระแสการเคลื่อนไหวของอากาศในห้อง ถึงแม้จะเล็กน้อย แต่แรงสั่นสะเทือนก็อาจเทียบได้กับแรงลมปะทะผ้าใบเรือใบ ผู้เชี่ยวชาญของพิพิธภัณฑ์ไรจ์คส์ จึงใช้อุปกรณ์พิเศษในการวัดแรงสั่นสะเทือนด้วยเลเซอร์ และใช้อุปกรณ์กระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้าค่อยๆ เคาะแท่งโลหะที่ติดตั้งบนตะเข็บด้านข้างผืนผ้าใบ และใช้แสงเลเซอร์วัดแรงสั่นสะเทือนบนผ้าใบ หลังจากได้ค่าแรงสั่นสะเทือนแล้ว ทางผู้เชี่ยวชาญของพิพิธภัณฑ์ก็จะเลือกมาตรการที่เหมาะสมในการติดเครื่องลดแรงสั่นสะเทือนด้านหลังผืนผ้าใบนั่นเอง
ทุกวันนี้ราคาของภาพวาดของแท้ของเรมบรันต์ และงานที่ทำขึ้นโดยลูกศิษย์ของเขาก็มีความแตกต่างกันลิบลับ แม้แต่พิพิธภัณฑ์ศิลปะยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง เดอะเม็ท (The Metropolitan Museum of Art, พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิแทน) ก็ยังเคยครอบครองภาพวาดถึง 42 ภาพซึ่งเคยถูกเชื่อว่าเป็นผลงานเรมบรันต์ของแท้ แต่ตอนนี้ภาพวาดเหล่านั้นถูกพิจารณาว่าเป็นของเทียม มีเพียงสองภาพเท่านั้นที่มีเอกสารดั้งเดิมและข้อมูลอันน่าเชื่อถือได้ที่สามารถสืบสาวความเป็นของแท้จากมือศิลปินผ่านนักสะสมหลายต่อหลายรุ่นมาเป็นเวลากว่า 350 ปีแล้ว
หรือภาพวาดที่เคยเป็นผลงานที่โด่งดังที่สุดชิ้นหนึ่งของเรมบรันต์อย่างภาพวาด The Man with the Golden Helmet (1650) เอง ในปัจจุบันก็ได้รับการพิจารณาว่าไม่ได้เป็นผลงานของเรมบรันต์อีกต่อไป หากแต่น่าจะเป็นผลงานของลูกศิษย์คนหนึ่งของในสตูดิโอของเขามากกว่า