"ทางผู้จัดได้แจ้งทางสมาคมเทนนิสอาชีพหญิง (ดับเบิลยูทีเอ) แล้วว่า ปีนี้พร้อมที่จะกลับมาจัดการแข่งขันเหมือนเดิม และดับเบิลยูทีเอก็รู้สึกยินดี โดยจะเริ่มชิงชัยรอบเมนดรอว์ วันที่ 30 ม.ค. 2566 และรอบชิงชนะเลิศ วันที่ 5 ก.พ. 2566 เชื่อว่านักเทนนิสระดับโลกจะมาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นรายการต่อเนื่องจากแกรนด์ สแลม ออสเตรเลียน โอเพ่น (วันที่ 16-29 ม.ค. 2566) และจะมาแข่งขันต่อที่เมืองหัวหิน ซึ่งมีบรรยากาศของเมืองท่องเที่ยว ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ทั้งด้านความพร้อม และปฏิทินการแข่งขันที่ลงตัว ทำให้มั่นใจว่าครั้งนี้จะยิ่งใหญ่แน่นอน"
"นายสุวัจน์" กล่าวอีกว่า ดับเบิลยูทีเอจะเปิดรับสมัครนักกีฬาผ่านเว็บไซต์ และจะปิดรับสมัครก่อนแข่งขัน 6 สัปดาห์ ซึ่งตอนนั้นจะทราบรายชื่อผู้เล่นที่จะลงแข่งขัน และจะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แต่เชื่อมั่นจะมีนักเทนนิสดังมาแข่งขัน และจะช่วยดึงดูดแฟนกีฬาเทนนิสได้ เพราะนักหวดดังๆ ต่างรู้จัก"สนาม ทรู อารีน่า หัวหิน สปอร์ต คลับ" ที่มีความทันสมัย และใช้จัดทัวร์เมนต์ระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยมาตรฐานครบทุกด้าน และครั้งนี้จะเป็นโอกาสในการโชว์ศักยภาพอีกครั้ง ถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย
"นอกจากนี้ ทางผู้จัดจะมอบไวลด์การ์ดให้กับนักกีฬาไทย ทั้งประเภทเดี่ยว ประเภทคู่ ซึ่งได้หารือกับนายกสมาคมกีฬาลอนเทนนิสฯ ว่าจะพิจารณามอบให้กับผู้เล่นคนใดที่อยากจะปั้นขึ้นสู่วงการเทนนิสต่อไป ยืนยันว่าแฟนเทนนิสจะได้ชมแมตช์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ซึ่งจะเผยแพร่ประเทศไทยผ่านการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก โดยถือเป็นเรื่องดีต่อวงการกีฬาไทย และด้านเศรษฐกิจของประเทศด้วย รวมทั้งการเพิ่มนักท่องเที่ยวให้กลับมาเที่ยวเมืองไทยตามเป้าหมายเดิม 40 ล้านคนต่อปี"
ด้าน "นายสุชัย พรชัยศักดิ์อุดม" กล่าวว่า สมาคมกีฬาลอนเทนนิสฯ ยินดีสนับสนุนการแข่งขัน "ไทยแลนด์ โอเพ่น 2023" ทุกอย่าง ทั้งเรื่องเจ้าหน้าที่และกรรมการผู้ตัดสิน เนื่องจากรายการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่นักกีฬาไทยได้ไวลด์การ์ดจะมีโอกาสได้แข่งขันกับนักหวดระดับโลก ถ้าชนะได้ก็จะได้คะแนนสะสมอันดับโลก นับเป็นนิมิตหมายที่ดีต่อวงการกีฬาเทนนิสเมืองไทยที่จะเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยการแข่งขันรายการที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้
"การจัดการแข่งขันครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อวงการกีฬาเทนนิสไทย ทั้งตัวนักกีฬาของไทยเองที่จะได้มีเวทีการแข่งขันระดับโลก โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงต่างประเทศ การเดินทางมาประเทศไทยของนักเทนนิสจากทั่วโลก และผู้ติดตาม ซึ่งจะมีการใช้จ่าย จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่ง เพื่อนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย ต้องขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับการจัดแข่งขันที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันพัฒนาวงการกีฬาเทนนิสของไทยต่อไป"
"นายประกิตติ์ พิริยะเกียรติ" ในฐานะประธานจัดการแข่งขัน กล่าวว่า สำหรับความพร้อมของ"สนามทรู อารีน่า หัวหิน สปอร์ตคลับ" ถือว่าพร้อมมาก สามารถจุผู้ชมได้กว่า 2,500 ที่นั่ง และมีมาตรฐานระดับออสเตรเลียน โอเพ่น โดยถือเป็นโอกาสสำคัญของเมืองหัวหินในการจัดกีฬาระดับโลก ซึ่งก็ยังมีแหล่งสำคัญทางวัฒนธรรม และด้านสุขภาพไว้ให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาอีกด้วย
ขณะที่ "นายภราดร ศรีชาพันธุ์" นักเทนนิสชื่อดัง กล่าวว่า ในฐานะผู้อำนวยการการจัดการแข่งขันมีหน้าที่ดูแลนักกีฬาที่มาร่วมการชิงชัย รวมทั้งดูความพร้อมของสนาม และตารางการแข่งขัน ซึ่งที่ผ่านมานักหวดระดับโลกต่างพูดถึงการอยากจะกลับมาแข่งขันที่เมืองหินหิน ประกอบกับปีนี้ปฏิทินแข่งขันค่อนข้างลงตัว ซึ่งพอจบจากออสเตรเลียน โอเพ่น ก็เดินทางมาแข่งขันต่อได้ที่เมืองหัวหิน ทำให้ยืนยันได้ว่า จะมีนักหวดดังมาร่วมดวลลูกสักหลาดกันที่เมืองไทยในปีนี้อย่างแน่นอน