โดยมีเจ้าของหรือผู้ดูแลสถานประกอบการมีพฤติกรรมเป็นธุระจัดหาเพื่อการค้าประเวณี และได้รับผลประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว ซึ่งมีการเรียกผลประโยชน์จากเด็กสาวผู้ค้าประเวณีจากค่าตัวเฉลี่ยรายละ 1,200 บาท ที่จะหักเปอร์เซ็นต์ค่าตัวครั้งละ 300 บาท ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดฐานค้ามนุษย์
ทางด้านอธิบดีกรมการปกครองจึงได้มีคำสั่งให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ร่วมกับหน่วยงาน DSI กรมสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยนายมานะ สิมมา ผอ.ส่วนการสอบสวนคดีอาญา และนายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผอ.ส่วนกำกับ สืบสวนและปราบปนาม ร่วมกับฝ่ายปกครอง จ.ชัยภูมิ นำโดยนายศักดิ์สิทธิ์ สกุลลิขเรศสีมา ปลัดจังหวัดชัยภูมิ นายเจนเจตน์ เจนนาวิน นายอำเภอเมืองชัยภูมิ พ.ต.อ.พงศ์พัฒน์ แจ้งหมื่นไวย์ ผกก.สภ.เมืองชัยภูมิ และ LIFT international
นำโดยนายรณสิทธิ์ พฤกษยาชีวะ ผอ.ฝ่ายสืบสวน เข้าตรวจสอบ วางแผนล่อซื้อและเข้าจับจับกุมกรณีดังกล่าวครั้งนี้ได้ พนักงานหญิงลักลอบค้าประเวณีอยู่ภายในร้าน รวมจำนวน 7 คน เป็นคนไทยทั้งหมด จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีเด็กหญิงมีอายุ 16 ปี จำนวน 2 ราย รวมอยู่ในครั้งนี้ด้วย
และยังพบว่าเจ้าของร้านคาราโอเกะรายนี้ อ้างว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ยศดาบตำรวจรายหนึ่งที่อ้างตัวเป็นตำรวจพื้นที่สภ.เมืองชัยภูมิ มาเรียกรับส่วยดูแลให้เปิดร้านคาราโอเกะที่พบว่าไม่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องในครั้งนี้ด้วย และปล่อยให้มีการเปิดลักลอบค้าประเวณีในพื้นที่ในครั้งนี้มาได้บ่อยครั้งอีกด้วย โดยมีการจ่ายเงินให้เป็นค่าดูแลในแต่ละเดือนหลักหลายหมื่นบาท
ซึ่งในการแถลงข่าวครั้งนี้ ทางด้าน พ.ต.อ.พงศ์พัฒน์ แจ้งหมื่นไวย์ ผกก.สภ.เมืองชัยภูมิ ที่เป็นผู้กำกับดูแลสูงสุดในพื้นที่อ.เมืองชัยภูมิ ยืนยันว่าไม่มีดาบตำรวจที่มีชื่อดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของสภ.เมืองชัยภูมิ แต่อย่างใดในครั้งนี้ด้วย และหากเกิดเหตุที่จะต้องมีการถูกดำเนินการให้มีคำสั่งถูกย้ายออกจากพื้นที่ในครั้งนี้ตามมาด้วยนั้น