เรอัล มาดริด กับ แอตเลติโก มาดริด โคจรมาทำศึก "มาดริด ดาร์บี้" เป็นฤดูกาลที่ 4 ติดต่อกันในถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบน็อคเอาท์ โดยแอต.มาดริดยังไม่เคยเป็นฝ่ายชนะ คือเสมอ 2 นัด และแพ้ 2 นัด
รวมทั้งการเจอกันของทั้งคู่ เป็นการย้อนรอยนัดชิงชนะเลิศ ฤดูกาล 2013-14 และ 2015-16 โดยเรอัล มาดริดชนะ 4-1 ในการต่อเวลาและชนะด้วยการดวลจุดโทษตามลำดับ ก่อนรับแชมป์ทั้ง 2 ครั้ง
ความพร้อมเกมนี้ซีเนอดีน ซีดาน เทรนเนอร์คนดังชาวฝรั่งเศสของเรอัล มาดริด รองจ่าฝูงลา ลีก้า สเปน ต้องปราศจาก แกเร็ธ เบล สตาร์ทีมชาติเวลส์ ที่เจ็บน่อง รวมไปถึง เปเป้ ปราการหลังตัวเก๋าที่เจ็บซี่โครง และ ฟาบิโอ โคเอนเตรา ที่เจ็บหลัง
โดยในแนวรับได้ตัว ราฟาแอล วาราน คืนตัวจริงยืนคู่กับ เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีม ส่วนแบ็คขวาเรียก ดาเนียล การ์บาฆาล กลับมาประจำการอีกครั้ง
แดนกลางจัดชุดแกร่ง โทนี่ โครส, คาเซมีโร่ และ ลูก้า โมดริช ลงมาทำเกม ส่วนแนวรุกยังต้องดูว่าจะใช้งาน อีสโก้ หรือ ลูกัส บาซเกซ เล่นแทนการขาดหายไปของ เบล เพื่อผนึกกำลังกับ คาริม เบนเซม่า และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้
ทางด้านแอต.มาดริด ทีมอันดับ 3 ของลา ลีก้า สเปน เวลานี้ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ เทรนเนอร์ชาวอาร์เจนไตน์ ต้องขาดผู้เล่นหลายรายทั้ง ฆวนฟราน, ซิเม่ เวอร์ซัลโก้, มิเกล อังเคล โมย่า และ เอากุสโต้ เฟร์นานเดซ ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวน รวมไปถึง โฮเซ่ คีเมเนซ ปราการหลังที่เจ็บกล้ามเนื้อต้นขาซ้ายมาจากเกมลา ลีกา นัดบุกไปถล่ม ลาส ปัลมาส 5-0 เมื่อสุดสัปดาห์ ต้องพักประมาณ 4 สัปดาห์
นอกจากนั้นยังต้องรอเช็ค ยันนิก แฟร์เรยร่า การ์ราสโก้ ปีกตัวเก่งชาวเบลเยี่ยม ที่หายเจ็บไหล่ลงซ้อมแล้ว ว่าจะพร้อมออกสตาร์ทหรือไม่ หากยังไม่พร้อมจะเป็นโอกาสของ นิโกลาส ไกตาน
แผงหลังขยับเอา สเตฟาน ซาวิช ออกไปยืนเป็นแบ็คขวา โดยมี ดีเอโก้ โกดิน ยืนเซนเตอร์ฮาล์ฟกับ ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ โดยคู่หน้าส่งสองดาวยิงชาวฝรั่งเศสทั้ง อ็องตวน กรีซมันน์ ล่าตาข่ายกับ เควิน กาไมโร่
ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ
- เรอัล มาดริดและแอต.มาดริดเคยเจอกันในรอบตัดเชือก สมัยยังเป็นถ้วยชื่อ ยูโรเปี้ยน คัพ มาแล้วครั้งหนึ่งในฤดูกาล 1958-59 โดย "ราชันชุดขาว" ผ่านเข้าชิง หลังเล่นกันถึง 3 นัด ก่อนคว้าแชมป์ในบั้นปลาย- แอต.มาดริดผ่านเข้ารอบรองฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งที่ 3 จาก 4 ฤดูกาลหลังสุด หลังจากไม่เคยผ่านมาถึงรอบนี้มาก่อน (นับตั้งแต่ฤดูกาล 1992-93)- เรอัล มาดริดผ่านเข้ารอบตัดเชือกแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นฤดูกาลที่ 7 ติดต่อกัน เป็นสถิติสูงสุดของรายการนี้- เรอัล มาดริดไม่เคยพลาดทำประตูตลอด 35 เกมแชมเปี้ยนส์ ลีก หลังสุดในบ้าน เป็นสถิติยาวนานที่สุดของรายการนี้ โดยบาร์เซโลน่าเป็นทีมสุดท้ายที่บุกมาเก็บคลีนชีตได้ (2-0 เมื่อเมษายน 2011)- แอต.มาดริด เป็นทีมที่ยิงประตูได้น้อยที่สุดในบรรดา 4 ทีมที่เหลืออยู่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ (13 ประตูจาก 10 เกม)- แอต.มาดริดเก็บคลีนชีต 27 จาก 46 เกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ยุค ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ นับตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 (59%) มากกว่าคู่แข่งทีมอื่นๆ ในช่วงดังกล่าว 5 นัด (เรอัล มาดริด ทำได้ 22)- รอบที่แล้ว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กลายเป็นผู้เล่นคนแรกที่ยิงแชมเปี้ยนส์ ลีก ครบ 100 ประตู โดยมีอัตรายิงเฉลี่ยนัดละ 0.75 ประตูในรอบน็อกเอาต์แชมเปี้ยนส์ ลีก (49 ประตูจาก 65 เกม) มากกว่ารอบแบ่งกลุ่ม (เฉลี่ยนัดละ 0.71 ประตู)- อ็องตวน กรีซมันน์ มีส่วนร่วมในการทำประตู 50% ของแอต.มาดริดในแชมเปี้ยนส์ ลีก นับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว (12 ประตู, 3 แอสซิสต์)