วาวรินก้า พลิกเอาชนะมือ 1 โลก และแชมป์เก่า ชาวเซิร์บ โนวัค ยอโควิช 3-1 เซ็ต สกอร์ 6-7 (ไทเบรค 1-7), 6-4, 7-5 และ 6-3 โดยใช้เวลาหวดกันทั้งสิ้น 3 ชั่วโมง 57 นาที
ส่งผลให้ นักหวดหนุ่มแดนนาฬิกา วัย 31 ปี คว้าแชมป์ยูเอส โอเพ่น เป็นหนแรก และนับเป็นแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 3 ในอาชีพ โดยเป็นการทำสถิติชนะ 3 ครั้งรวดที่เข้ารอบชิงแกรนด์สแลม ต่อจากแชมป์ออสเตรเลียน โอเพ่น ปี 2014 ที่เอาชนะ ราฟาเอล นาดาล 3-1 เซ็ต และแชมป์เฟรนช์ โอเพ่น ปี 2015 ที่ปราบ ยอโควิช ได้ 3-1 เซ็ต รวมทั้งยังทำให้ วาวรินก้า เป็นนักเทนนิสชายอายุมากที่สุดที่ได้แชมป์ ยูเอส โอเพ่น นับตั้งแต่ปี 1970 ที่ เคน โรสเวลล์ ชาวออสซี่ คว้าแชมป์ด้วยอายุ 35 ปี
วาวรินก้าเปิดใจหลังคว้าแชมป์ว่า ตนมาที่นี่โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะคว้าแชมป์ แต่ทุกครั้งที่ตนก้าวลงสู่คอร์ต ตนจะพยายามถึงที่สุดเพื่อจะชนะในทุกแมทช์ สองสัปดาห์นี้ตนแข่งขันค่อนข้างหนักจนแทบจะหมดพลัง ตนต้องพยายามดึงทุกสิ่งทุกอย่างออกมาสู้กับโนวัคในวันนี้ มันเป็นเกมที่เร้าอารมณ์จริงๆ
นอกจากนี้ วาวรินก้า ยังถ่อมตัวในกรณีที่เขาถูกยกย่องให้เป็น "บิ๊กไฟว์" แห่งวงการเทนนิสชายของโลกในยุคนี้ โดยจากสถิติในแกรนด์สแลม 47 ครั้งหลังสุด "บิ๊กโฟร์" ของวงการ คือ โนวัค ยอโควิช, แอนดี้ มารืรีย์ , ราฟาเอล นาดาล และ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ คว้าแชมป์รวมกันไปได้ถึง 42 ครั้ง
โดยนอกจาก ฮวน มาร์ติน เดล ปอโตร จากอาร์เจนตินา และ มาริน ซิลิช จากโครเอเชีย ที่ได้แชมป์ยูเอส โอเพ่น ในปี 2009 กับ 2014 แล้ว ก็มีเพียงวาวรินก้าเท่านั้น ที่ได้แชมป์แกรนด์สแลมอีก 3 ครั้งที่เหลืออยู่
วาวรินก้าบอกว่า ตนยังห่างกับพวกเขา 4 คนอีกเยอะ ลองไปดูจำนวนรายการที่พวกเขาชนะ ลองนับระยะเวลาที่พวกเขาสร้างความยิ่งใหญ่ขึ้นมา ไม่ใช่แค่ในรายการแกรนด์สแลม แต่ต้องรวมทั้งในศึกมาสเตอร์ส และรายการอื่นๆ ด้วย
สำหรับวาวิงกา นอกจากคว้าแชมป์แกรนด์สแลม 3 สมัย เขาคว้าแชมป์มาสเตอร์เพียง 1 ครั้ง ในจำนวนแชมป์ 15 รายการที่ทำได้ เมื่อเทียบกับ ยอโควิช ที่คว้า 12 แกรนด์สแลม กับ 66 แชมป์, เฟเดอเรอร์ ที่ได้ 17 แกรนด์สแลม กับ 69 แชมป์, นาดล ที่ได้ 14 แกรนด์สแลม กับ 69 แชมป์ และ มาร์รีย์ ที่ได้ 3 แกรนด์สแลม กับ 39 แชมป์ ซึ่งในจำนวนนั้นมี 12 มาสเตอร์ส รวมอยู่ด้วย