คู่นี้เตะกัน ที่สต๊าด เดอ ลียง ในเมืองลียง โปรตุเกส มี 2 แต้ม รั้งอันดับ 3 ของกลุ่ม จากการเสมอไอซ์แลนด์ 1-1 และเสมอ ออสเตรีย 0-0 ในขณะที่ฮังการี่ นำฝูงมี 4 แต้มจากการชนะ ออสเตรีย 2-0 และเสมอ ไอซ์แลนด์ 1-1
ดังนั้นเกมนี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กัปตันทีมชาติโปรตุเกส ต้องนำทีมชนะเพื่อการันตีการเข้ารอบตอ่ไป ขณะที่ฮังการี่ ต้องการอีก 1 แต้มเพื่อรับประกันการเข้ารอบ 100 %
ด้าน เฟอร์นันโด ซานโต๊ส เฮดโค้ชทีมชาติโปรตุเกส ยังเชื่อมั่นกับส่วนใหญ่ของผู้เล่น 11 คนแรก ที่เล่นมาในเกมล่าสุด หลังจากมองว่าเกมกับ ออสเตรีย ถึงจะทำได้แค่เสมอ แต่มาตรฐานการเล่นของทีมดีขึ้นมาก จึงจะยังยึดทั้งผู้เล่นชุดเดิม รวมทั้งเล่นในระบบ 4-3-3 โดยมี โรนัลโด้ เล่นเกมรุกร่วมกับ นานี่ และ ริคาร์โด้ กวาเรสม่า ซึ่ง โรนัลโด้ ที่ตั้งเป้าว่าจะยิงประตูให้ได้ในยูโร รอบสุดท้าย เป็นครั้งที่ 4 จะเริ่มเกมทางฝั่งซ้าย มี นานี่ ยืนตรงกลาง และ ริคาร์โด้ กวาเรสม่า อยู่ทางขวา
แดนกลางยังเป็น วิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ เล่นเป็นกองกลางตัวรับ และให้ เจา มูตินโญ่ กับ อังเดร โกเมส คอยทำเกมรุก ส่วนแนวรับไม่มีการเปลี่ยนแปลง ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ วัย 38 ปี จะลงเล่นเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกัน ด้วยการเป็นเซ็นเต้อร์แบ็กร่วมกับ เปเป้ ซึ่งก่อนเกม เฟอร์นันโด ซานโต๊ส ยังปลุกเร้าลูกทีมว่าหากทุ่มเทแบบลืมตายก็มั่นใจว่าทีมจะกลับมาคว้าชัยชนะเพื่อเข้ารอบได้
ฝั่ง ฮังการี่ ของเฮดโค้ชชาวอเยอรมัน แบร์นด์ สต๊อร์ค จะมีปัญหาเพียงตำแหน่งเดียวคือ อัตติล่า ฟิโอล่า แบ็กขวา มีอาการเจ็บจะใช้ อดัม แลง เล่นแทน และให้ โรลันด์ ยูฮาซ เป็นเซ็นเต้อร์คู่กับ ริชาร์ด กุซมิช การเล่นยังเน้นการตั้งรับและรอโอกาสโต้กลับ
ส่วนแนวรุก อดัม ซาไล กองหน้าที่ยิงประตูได้ในเกมแรกน่าจะได้ลงมาเป็นหัวหอกตัวจริงแทน ทามาซ ปริสคิ้น และมีโอกาสจะส่ง คริสเตียน เนเม็ธ กลับมาเป็นตัวจริงแทน โซลตั้น สไตเบอร์ ที่เล่นไม่ออกในเกมที่แล้ว
เกร็ดข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ- นี่เป็นการเจอกันครั้งที่ 11 ระหว่างสองทีมนี้ ซึ่งโปรตุเกสยังไม่เสียท่าแพ้ฮังการีมาก่อน โดยชนะ 7 จาก 10 ก่อนหน้านี้ (เสมอกัน 3)- ฮังการียิงไม่ได้ใน 3 เกมหลังสุดที่พบโปรตุเกส และยิงไม่ได้ติดต่อกัน 328 นาทีที่เจอกัน ขณะที่โปรตุเกสทำได้ 10 ประตูในช่วงดังกล่าว- คู่นี้เจอกันครั้งเดียวในรายการใหญ่ โดยโปรตุเกสชนะ 3-1 ในฟุตบอลโลก 1966 ซึ่งเป็นเกมเดียวในทัวร์นาเม้นต์นั้นที่ ยูเซบิโอ ดาวซัลโวสูงสุดยิงไม่ได้- โปรตุเกสไม่แพ้ใน 9 เกมอย่างเป็นทางการหลังสุด (ชนะ 7 เสมอ 2) โดยทั้ง 7 เกมที่ชนะ พวกเขาชนะด้วยประตูห่างลูกเดียว- ถ้า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลงเล่น จะเป็นเกมที่ 30 ของเขาในรายการใหญ่ มากกว่าผู้เล่นโปรตุเกสทุกราย โดยเขาทำได้ 9 ประตูจาก 29 เกมก่อนหน้านี้- นอกจากนั้น โรนัลโด้ยังเล่นในยูโร รอบสุดท้าย 17 นัด มากกว่าผู้เล่นทุกคนในประวัติศาสตร์ของทัวร์นาเม้นต์- ในเกมกับออสเตรีย โรนัลโด้พ่ายจุดโทษครั้งแรกในรายการใหญ่จากการเล่นช่วงเวลาปกติ (ทำประตูได้ในเกมกับอิหร่าน ฟุตบอลโลก 2006) โดยเขาพลาด 4 จาก 5 ครั้งหลังสุดที่เล่นให้สโมสรและทีมชาติ- โรนัลโด้กลายเป็นผู้เล่นโปรตุเกสคนแรกที่พลาดจุดโทษ (ไม่รวมดวลจุดโทษหลังต่อเวลา) ในทัวร์นาเม้นต์ใหญ่- โรนัลโด้มีโอกาสยิงฟรีคิก 36 ครั้งในทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ แต่ยังไม่เป็นประตูแม้แต่ลูกเดียว- นี่เป็นครั้งแรกของฮังการีในยูโร รอบสุดท้าย นับตั้งแต่เปลี่ยนระบบมาเป็นรอบแบ่งกลุ่ม อย่างไรก็ตาม พวกเขาพลาดเข้ารีอบน็อกเอาต์ตลอด 3 ครั้งที่ลงเล่นฟุตบอลโลก (1978, 1982 และ 1986)- โปรตุเกสไม่เคยตกรอบแบ่งกลุ่มในยูโร รอบสุดท้าย โดยผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ตลอด 6 ครั้งก่อนหน้านี้- ไม่มีทีมไหนที่โดนคู่แข่งยิง (รวมโดนบล็อก) น้อยกว่าโปรตุเกส (8) ในยูโร ครั้งนี้ โดยพวกเขาเสีย 1 ประตูจากโอกาสดังกล่าว- ในทางกลับกัน โปรตุเกสมีโอกาสยิง 49 ครั้ง ไม่มีทีมไหนที่มีโอกาสยิงมากกว่า 36 ครั้งจาก 2 นัดแรก
ส่วนเกมอีกคู่ของกลุ่มนี้ในเวลาเดียวกันที่สต๊าด เดอ ฟร๊องซ์ ระหว่าง ไอซ์แลนด์ ที่มี 2 แต้ม จะพบออสเตรีย ที่มี 1 แต้ม ซึ่งโอกาสยังเปิดกว้างสำหรับทั้งสองทีมในการเข้ารอบต่อไปโดยไอซ์แลนด์ หากเสมอเกมนี้อีกนัดยังมีโอกาสเข้ารอบอย่างน้อยเป็นอันดับ 3 สถิติดีที่สุด 4 ทีม จาก 6 กลุ่ม ขณะที่ ออสเตรีย ต้องการชัยชนะเพียงอย่างเดียวจึงจะมีลุ้นเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบแพ้คัดออกไอซ์แลนด์ จะไม่มี อัลเฟร็ด ฟินน์โบกาสัน กองหน้าที่ติดโทษห้ามแข่ง แต่ไม่น่าจะมีปัญหาการจัดทีมสำหรับกุนซือ ลาร์ส ลาเกอร์บัค เพราะหัวหอกตัวจริงของทีมชุดนี้เป็น โคลเบนน์ ซิกธอร์สสัน กับ ยอน บอวาร์สสัน อยู่แล้วขณะที่ ออสเตรีย จะได้ อเลกซานด้าร์ ดราโกวิช เซ็นเตอร์แบ็ก พ้นโทษห้ามแข่ง กลับมาช่วยทีม จะลงแทนที่ เซบาสเตียน โพรเดิ้ล ขณะที่เกมรุก มาร์เซลโคลเลอร์ หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติออสเตรีย จะตัดสินใจอีกครั้งว่าจะให้ ดาวิด อลาบ้า ไปเล่นกองกลางตัวรุกเหมือนเดิมหรือจะให้ลงมาเป็นกองกลางตามปกติเพราะ ซลัทโก้ ยูนูโซวิช ต้องลุ้นทดสอบความฟิต และหัวหอกเป็นการลุ้นเบียดลงสนามกันของ มาร์ค ยานโก้ กับ มาร์เซล ซาบิทเซ่อร์เกร็ดเพิ่มเติมที่น่าสนใจ- ไอซ์แลนด์และออสเตรียเจอกันแค่ 3 ครั้งก่อนหน้านี้ โดยออสเตรียชนะ 1 ขณะที่อีก 2 เกมที่เหลือ จบลงด้วยผลเสมอ- มีแค่ 5 ประตูจาก 3 เกมระหว่างคู่นี้ โดยออสเตรียได้ 3 ส่วนไอซ์แลนด์ได้ 2- หนล่าสุดที่คู่นี้เจอกันเกิดขึ้นเมื่อพฤษภาคม 2014 ซึ่งเสมอกันไป 1-1 โดยออสเตรียได้จาก มาร์เซล ซาบิทเซอร์ ส่วนไอซ์แลนด์ได้จาก โคลบีนน์ ซิกธอร์สสัน- ออสเตรียแพ้ทั้ง 3 เกมที่เล่นในสนามสต๊าด เดอ ฟร็องซ์ (1-2 ต่ออิตาลีในฟุตบอลโลก 1998, 0-1 ต่อฝรั่งเศสในปี 2007 และ 1-3 ต่อฝรั่งเศสในปี 2009)- ครั้งเดียวที่ไอซ์แลนด์เล่นที่สนามสต๊าด เด ฟร็องซ์ จบลงด้วยความพ่ายแพ้ 2-3 ต่อฝรั่งเศส เมื่อตุลาคม 1999 โดย ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ถูกเปลี่ยนตัวลงมาในครึ่งหลังของเกมดังกล่าว- ออสเตรีย ไม่ผ่านรอบแบ่งกลุ่มในรายการใหญ่ นับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1982 ที่เข้ารอบสอง โดยหลังจากนั้น พวกเขาถูกเขี่ยตกรอบแรกทั้งในฟุตบอลโลก 1990 และ 1998 รวมถึงยูโร 2008- ไอซ์แลนด์แพ้แค่ครั้งเดียวจาก 8 เกมหลังสุดอย่างเป็นทางการ (ชนะ 3 เสมอ 4)- ในเกมล่าสุด ออสเตรียทำคลีนชีตในรายการใหญ่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1982 ที่พบแอลจีเรีย โดยพวกเขาเสียอย่างน้อย 1 ประตูตลอด 13 เกมนับจากนั้น- ไม่มีการยิงครั้งไหนใน 32 ครั้งหลังสุดของออสเตรียในยูโร รอบสุดท้าย ที่ตุงตาข่าย- หลังผ่าน 2 เกม ไม่มีทีมไหนที่โดนคู่แข่งส่องประตูมากกว่าไอซ์แลนด์ (38) หรือออสเตรีย (37) มากที่สุดเป็นอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ- ไอซ์แลนด์ครองบอลเฉลี่ยแค่ 28% และผ่านบอลสำเร็จแค่ 298 ครั้งในรายการนี้ น้อยกว่าทุกทีมหลังผ่าน 2 นัดแรก- 5 จาก 7 ประตูหลังสุดของ กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน ที่ทำให้ไอซ์แลนด์ มาจากจุดโทษ- ดาวิด อลาบา ผ่านบอลให้เพื่อนได้เพียง 52 จาก 73 ครั้ง (71%) ให้ทีมชาติออสเตรียในยูโรครั้งนี้ โดยอัตราความแม่นยำในการผ่านบอลของเขาในบุนเดสลีกาฤดูกาลที่ผ่านมาคือ 92%