การแข่งขันของคู่นี้มีขึ้นที่ สนามอัลลิอันซ์ อารีน่า ในเมืองนีซ โดยเกมนี้ ตุรกี ไม่มีทางเลือกต้องพยายามเก็บแต้มจากแชมป์เก่าให้ได้เพื่อลุ้นเข้ารอบต่อไปในเกมรอบแรกนัดสุดท้าย หลังจากที่นัดแรกพวกเขาพ่ายโครเอเชีย 0-1
บิเซนเต เดล บอสเก้ เทรนเนอร์ทีมชาติสเปนยังเชื่อว่าไม่มีความจำเป็นต้องปรับทัพจากเกมที่ชนะสาธารณรัฐเช็ก แม้จะเป็นชัยชนะแบบหืดขึ้นคอกว่าจะได้ประตูชัยต้องรอถึงนาทีที่ 87 เพราะเชื่อว่าทีมชุดนี้มีความลงตัวจากโอกาสในการทำประตูที่สร้างได้อย่างมากมาย
แนวรับหาก เกราร์ด ปิเก้ กับ เซร์คิโอ รามอส ไม่เจ็บหรือติดโทษแบน จะได้เป็นตัวจริงในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กแน่นอน ขณะที่แดนกลางจะยึดผู้เล่นจากบาร์เซโลนาทั้งในอดีตและปัจจุบัน คือ เซร์คิโอ บุสเกตส์, เชส ฟาเบรกาส และอันเดรส อิเนสต้า ต่อไป และแนวรุกจะประกอบไปด้วย ดาวิด ซิลบา, โนลิโต้ และอัลบาโร โมราต้า หัวหอกตัวเป้า
ขณะเดียวกัน สเปน หวังจะยืดสถิติไม่แพ้ ตุรกี ต่อไป หลังจากไม่แพ้มาแล้ว 52 ปี และการพบกันล่าสุดในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2010 สเปนเป็นฝ่ายชนะทั้งสองนัด ส่วนที่เคยแพ้ตุรกีเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกปี 1954 ที่แพ้ไป 0-1
ส่วนทางฝั่งตุรกี ของกุนซือ ฟาติห์ เตริม มีปัญหากับ 2 นักเตะที่ได้รับบาดเจ็บในการซ้อมคือ เมห์เมต โทปัล กับ กอคฮาน โกนูล 2 นักเตะในแนวรับที่เจ็บในเกมที่แล้ว แต่เชื่อว่าการที่ตุรกี ต้องการแต้มในเกมนี้ทำให้ เตริม จะมีการปรับเปลี่ยนผู้เล่นในทีมหลายคนโดยเฉพาะผู้เล่นในแดนกลาง
ผู้เล่นอย่าง โวลคาน เซน, เอมเร มอร์ หรือว่า โอลชาย ซาฮาน มีโอกาสลงมาเป็นตัวจริง รวมทั้งจะดันเอา เมห์เมต โทปัล ขึ้นไปเล่นแดนกลางในตำแหน่งถนัด และให้ เซมิห์ คายา ลงมาเป็นเซ็นเตอร์แบ็กแทน ขณะที่หัวหอก บูรัค ยิลมาซ มีลุ้นเป็นกองหน้าตัวเป้าเช่นกัน