การเลือกตั้งดังกล่าว มีขึ้นในการประชุมใหญ่วิสามัญของ ฟีฟ่า ซึ่งมีสมาชิก 207 ประเทศเข้าร่วม ก่อนการเลือกตั้งจะมีขึ้น นายโตเกียว เซ็ตวาเล่ จากแอฟริกาใต้ ประกาศถอนตัวจากการเป็นผู้สมัครเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลส่วนตัว ทำให้เหลือผู้สมัครชิงตำแหน่งเพียง 4 คน ได้แก่ เจ้าชายอาลี อัล ฮุสเซน จากจอร์แดน, ชีก ซัลมาน บิน อิบราฮิม อัล คาห์ลีฟา จากบาห์เรน, นายจีนอานนี่ อินฟานตีโน่ จากสวิตเซอร์แลนด์ และ นายเฌอโรม แชมเปญ จากฝรั่งเศส
การเลือกตั้งเริ่มขึ้นด้วยการประกาศให้ตัวแทนของแต่ละชาติ ไปรับบัตรลงคะแนนเสียง แล้วไปกาบัตรในคูหาเลือกตั้ง 2 แห่ง ทีละประเทศ เรียงลำดับชื่อนำหน้าประเทศตามอักษรภาษาอังกฤษ ใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง เสร็จแล้ว คณะกรรมการเลือกตั้ง นำบัตรเลือกตั้งมากองรวมกัน เพื่อทำการนับคะแนนตามขั้นตอน
ผลการนับคะแนนรอบแรกปรากฏว่า ไม่มีใครได้คะแนนเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง คือ จำนวน 138 คะแนนเสียง จึงต้องทำการเลือกตั้งรอบสอง โดยตัดผู้ได้คะแนนเสียงน้อยนที่สุดจากรอบแรกออกไป และผู้ได้คะแนนเสียงข้างมากในรอบสอง จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งทันที
ผลการลงคะแนนเสียงรอบแรก ปรากฏว่า มีผู้สมัครได้คะแนนเสียงเรียงตามลำดับ ดังนี้
อันดับ 1 นายจีอานนี่ อินฟานตีโน่ 88 คะแนนเสียง, อันดับ 2 ชีก ซัลมาน บิน อิบราฮิม อัล คาห์ลีฟา 85 คะแนนเสียง, อันดับ 3 เจ้าชายอาลี อัล ฮุสเซน 27 คะแนนเสียง และอันดับ 4 นายเฌอโรม แชมเปญ 7 คะแนนเสียง
จากนั้น ผลการลงคะแนนเสียงรอบ 2 ปรากฏผลแพ้ชนะเด็ดขาด ดังนี้
อันดับ 1 นายจีอานนี่ อินฟานตีโน่ 115 คะแนนเสียง, อันดับ 2 ชีก ซัลมาน บิน อิบราฮิม อัล คาห์ลีฟา 88 คะแนนเสียง และอันดับ 3 เจ้าชายอาลี อัล ฮุสเซน 4 คะแนนเสียง
ดังนั้น นายจีอานนี่ อินฟานตีโน่ จึงได้เป็นประธาน ฟีฟ่า ในวาระ 4 ปีต่อไป จากค.ศ.2016 ถึง ค.ศ.2019 ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป