ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก.เมื่อค่ำที่ผ่านมาที่สนามศุภชลาศัย ทีมปราสาทสายฟ้า บุรีรัมย์ยูไนเต็ด แชมป์โตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีกและช้างเอฟเอคัพ พบกิเลนผยองเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด รองแชมป์โตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก
โดยปีนี้ถือเป็นปีที่ 100 ของการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลฯ และถ้วยพระราชทานดังกล่าวด้วย โดยมีนายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี ผู้แทนพระองค์ เป็นประธาน
เกมนี้มีแฟนบอลเข้ามาชมเกมเกือบเต็มความจุของสนาม โดย บุรีรัมย์ ส่ง ดิโอโก ซานโต ดาวซัลโวที่ซัดไป 45 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้ว หายเจ็บกลับมาล่าตาข่าย พร้อมตัวหลักครบครัน อาทิ สุเชาว์ นุชนุ่ม, ธีราทร บูญมาทัน, โก ซุน กิ ด้าน เอสซีจี เมืองทองฯ ไม่มี มุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา ที่บาดเจ็บอยู่ แต่มี เมสซีเจ ชนาธิป สรงกระสินธ์, สารัช อยู่เย็น, คลีตัน ซิลวา นำทีม
นาทีที่ 14 บุรีรัมย์ ขึ้นนำ 1-0 อนาวิน จูจีน แบ็กขวาทุ่มบอลให้ ดิโอโก ซานโต้ จิ้มบอลหนี นาโออากิ อาโอยามะ ก่อนเข้าไปชิพข้ามตัว กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ เข้าประตูไปแย่างเหนือชั้นให้ ก่อนหมดครึ่งแรกที่สกอร์นี้
ครึ่งหลัง นาที 65 เมืองทองฯ เสียจุดโทษ กวินทร์ เตะเปิดบอลออกมาไม่ได้ ไคโอะ ตัดบอลได้ ทำให้ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา ต้องเสียบสกัด ซึ่งผู้ตัดสินมองว่าทำฟาล์วในเขตโทษ และเป็น อันเดรส ตูเนซ ที่รับหน้าที่สังหารไม่พลาด บุรีรัมย์ นำห่าง 2-0
นาที 79 เอสซีจี เมืองทองฯ ตีไข่แตกได้จากการสวนกลับเร็ว และเป็น อดิศักดิ์ ไกรษร ที่ยิงไกลเข้าไป 1-2 ถัดมา 2 นาที กษิดิ์เดช เวทยาวงศ์ เปิดบอลไปโดนแขน โก ซุน กิ ที่ยืนอยู่ในเขตโทษแต่ผู้ตัดสินไม่ว่าอะไร แม้ผู้เล่น กิเลนจะพยายามประท้วง แต่ก็ไม่เป็นผล และนาที 83 ดิโอโก ซานโต ตักบอลจากซ้ายไปเสาสองให้ จักรพันธ์ แก้วพรม โหม่งเต็มๆ ศรีษะ 3-1
จบเกม บุรีรัมย์ ชนะ เอสซีจี เมืองทองฯ 3-1 ส่งผลให้ บุรีรัมย์ ครองถ้วยพระราชทาน ประเภท ก เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน และเพิ่มสถิติเจอ เอสซีจี เมืองทองฯ 20 ครั้ง ชนะ 11 เสมอ 9 ไม่เคยแพ้แม้แต่หนเดียว