นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า อีกเพียง 30 กว่าวัน จะถึงการแข่งขันซึ่งชาวไทยและชาวภูเก็ตจะต้องร่วมมือกันสร้างความประทับใจให้กับชาวต่างชาติ เช่นเดียวธรรมชาติที่สวยงามของที่นี่ ซึ่งภูเก็ตนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก ยิ่งมีการจัดแข่งขันกีฬาก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักขึ้นด้วย และโดยส่วนตัวค่อนข้างพอใจกับการทำงานของทุกฝ่าย หลังพบว่ามีความก้าวหน้าไปมาก ครั้งนี้จึงถือเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพราะหลายฝ่ายเสนอแนวทางกันมาหลายอย่าง
ด้าน พล.ต.จารึก กล่าวถึงความหวังเหรียญทองของทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันครั้งนี้ว่า ในฐานะที่เราเป็นเจ้าภาพต้องชิงความได้เปรียบ และมีโอกาสซ้อมกับสนามแข่งขันจริงมากกว่าชาติอื่น อย่างไรก็ดี ขณะนี้บางสนามแม้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ทราบว่าสามารถให้บางชนิดกีฬามาเก็บตัวฝึกซ้อมได้ก่อน ซึ่งรวมถึงเซปักตะกร้อชายหาดที่ตนเป็นนายกสมาคมฯ โดยมีแผนมาเก็บตัวก่อนแข่งขันเพื่อเป้าหมาย 4 เหรียญทองที่ส่งแข่งขัน
ส่วน นายณัฐวุฒิ เรืองเวช ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ กกท. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้แผนงานที่แต่ละสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยส่งมาหวังรวมกันถึง 55 เหรียญทอง แต่นั่นเป็นเพียงแผนงานเท่านั้น ซึ่งจากการที่มีการเพิ่มจำนวนชนิดกีฬาขึ้นอาจทำให้เหรียญกระจายไปยังกีฬาที่จัดขึ้นใหม่ ทำให้วันที่ 15 ต.ค.นี้ ที่จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการโอลิมปิก กับ กกท. และสมาคมกีฬาต่างๆ จะมีการประเมินความเป็นไปได้อีกครั้ง โดยเป้าหมายของไทย คือ ต้องคว้าเจ้าเหรียญทองเป็นครั้งที่สองให้ได้ หลังจากเคยทำได้เมื่อปี 2010 ที่กรุงมัสกัส ประเทศโอมาน ในการแข่งขันครั้งที่ 2