“การสนับสนุนของ GULF ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือระบบน้ำเท่านั้น แต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างแท้จริง เกษตรกร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ไม่ต้องตักน้ำหรือหาบน้ำมารดพืชผักเหมือนในอดีต ขณะเดียวกันยังสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ เพราะปัจจุบันการปลูกผักในโรงเรือนแต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 45 วัน สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 4,000-5,000 บาทต่อโรงเรือน และปลูกได้ถึง 8 รอบต่อปี ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มเติมกว่า 32,000 บาทต่อปีต่อโรงเรือน หลายครอบครัวเริ่มกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเกิดอีกครั้ง” นายเศวต กล่าว
คืนคนสู่บ้านเกิด อยู่พร้อมหน้าครอบครัว สร้างรายได้มั่นคง
ด้าน นางสาวยุพา แก้วเกิด บอกว่า “ก่อนหน้านี้มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ทั้งทำไร่อ้อย ขุดมัน และทำนา ได้ค่าแรงวันละประมาณ 300 บาท ต้องทำงานหนักและรายได้ไม่แน่นอน เมื่อทราบข่าวว่าชุมชนได้รับการสนับสนุนโรงเรือนเกษตรจาก GULF จึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ และรู้สึกดีใจอย่างมากที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรปลูกผักในโรงเรือน
“พอมีระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ เราไม่ต้องเสียเวลาไปตักหรือหิ้วน้ำเหมือนเมื่อก่อน น้ำไหลแรง ใช้งานสะดวกมาก ตอนเช้ารดน้ำผักเสร็จก็สามารถพาลูกไปโรงเรียนและไปรับจ้างงานอื่นต่อได้ พอช่วงเย็นกลับมาดูแลแปลงผัก รดน้ำ พรวนดิน และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้จัดสรรเวลาได้ดีขึ้น และผักที่ปลูกในโรงเรือนมีคุณภาพดี กรอบ อร่อย และปลอดสารเคมี ราคาจำหน่ายจึงสูงกว่าผักทั่วไปในตลาด อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน เพราะมีผักปลอดภัยไว้บริโภคในครอบครัว และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ได้อยู่บ้าน ได้ดูแลพ่อแม่และลูก มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินเหมือนที่ผ่านมา คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก และมีความสุขกับทุกวันที่ได้ทำงานอยู่บ้าน”
เช่นเดียวกับ นางสาวภรทิพย์ พานิสุด ที่เล่าให้ฟังว่า “ตนเคยไปทำงานโรงงานผลิตน้ำดื่มในกรุงเทพฯ นานกว่า 5 ปี ก่อนตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านหลังคุณพ่อเสียชีวิต เพื่อดูแลคุณแม่และลูก ในช่วงแรกต้องรับจ้างทั่วไป ทั้งทำนา ตัดอ้อย และขุดมัน รายได้วันละ 300-450 บาท และบางวันไม่มีงานให้ทำ เมื่อได้รับโอกาสให้เป็นหนึ่งในเกษตรกรปลูกผักในโรงเรือนที่ GULF เข้ามาสนับสนุน ตรงนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต”
“หลังจากปลูกผักในโรงเรือนมาหลายเดือน ชีวิตดีขึ้นมาก ระบบน้ำช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น ผักได้รับน้ำเพียงพอ ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น รายได้จากเดิมเพียงไม่กี่ร้อยบาทต่อรอบ ปัจจุบันเพิ่มเป็นมากกว่าหนึ่งพันบาทต่อรอบ แต่สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่ารายได้ คือการได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ได้เห็นหน้าแม่ เห็นหน้าลูก ได้อยู่ดูแลกัน ความรู้สึกนี้มีค่ามาก สมัยทำงานกรุงเทพฯ แม้จะมีเงินเดือนประจำ แต่ก็มีค่าใช้จ่ายมากมาย วันนี้เราเป็นนายของตัวเอง มีรายได้ มีเงินออม และมีความสบายใจมากกว่าเดิม”
ด้าน นายบุญโฮม พันพรม เล่าว่า “ตนเคยเดินทางไปทำงานต่างประเทศนานกว่า 10 ปี ก่อนกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมในบ้านเกิด เดิมทีทำไร่ ทำสวน และทำนาตามฤดูกาล แม้จะพออยู่ได้ แต่ก็อยากมีรายได้เสริมที่มั่นคง การที่ GULF เข้ามาสนับสนุนระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ หอถังสูง และระบบกระจายน้ำเข้าสู่แปลงผัก ช่วยลดภาระแรงงานและเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวอย่างชัดเจน”
“เพียงไม่กี่เดือนหลังเริ่มปลูกผัก ก็สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นหลายพันบาทต่อเดือน พร้อมทั้งยังมีเวลาดูแลครอบครัวและทำการเกษตรด้านอื่นควบคู่กันไป ทุกวันนี้มีรายได้เข้ามาแบบ ‘สะดวกจ่าย สะดวกออม’ มีเวลาให้ครอบครัว และมีความสุขกับการใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้น”
พลังงานสะอาด ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของบ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม จากผืนดินที่เคยแห้งแล้ง วันนี้ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส จากชุมชนที่เคยสูญเสียแรงงานสู่เมืองใหญ่ วันนี้หลายครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง และจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปลี่ยนเป็นพลังน้ำเพื่อการเกษตร กำลังส่งต่อเป็นพลังแห่งความหวัง สร้างรอยยิ้ม สร้างรายได้ที่มั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง