ตั้งแต่ปี 2567 ทีมวิจัยได้ร่วมกับ ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. และบรรจงฟาร์ม พัฒนาสูตรการเพาะเลี้ยงผำในแต่ละฤดูกาล พร้อมระบบตรวจวัดและติดตามสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ด้วยอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) โดยใช้ HandySense B-Farm ในการควบคุม การตรวจวัดสภาพน้ำและสภาวะอากาศที่เหมาะสมแบบเรียลไทม์ และแสดงผลข้อมูลผ่านเว็บแอปพลิเคชัน เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว พร้อมปรับรูปแบบการเพาะเลี้ยงให้สอดคล้องกับแต่ละสภาพอากาศได้อย่างเหมาะสมและทันการณ์
“ผลที่เกิดขึ้นคือเกษตรกรสามารถรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตให้คงที่ ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการนำไปแปรรูปให้มีคุณภาพคงที่ต่อไป ปริมาณการผลิตไม่น้อยกว่า 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่หน้าผิวน้ำขนาด 1 ตารางเมตร ต่อรอบการผลิต 7 วัน และคุณภาพผำที่ผลิตได้มีปริมาณโปรตีนมากกว่า 40 กรัม และวิตามินบี 12 มากกว่า 12 กรัม ต่อ 100 กรัม ผำอบแห้ง"
นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้พัฒนาเทคนิคการชดเชยแสงกรณีที่ผำได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ในระหว่างวันไม่มากพอ ด้วยการใช้ไฟ LED ฉายแสงในพื้นที่เพาะเลี้ยงตอนกลางคืน โดยเลือกใช้แสงที่มีสเปกตรัม (สีของแสง) และระดับความเข้มที่เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงช่วยรักษาปริมาณผลผลิตให้คงที่ แต่ยังช่วยเพิ่มปริมาณโปรตีนและวิตามินบี 12 ได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองใช้ Agrivoltaic ชนิด Color Solar Cell ซึ่งเป็นแผงโซลาร์เซลล์ชนิดเลือกช่วงคลื่นแสงที่ส่องผ่านไปยังพื้นที่เพาะปลูกได้ ร่วมกับทีมวิจัยของ ดร.กอบศักดิ์ ศรีประภา กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค มาใช้ในการเพาะเลี้ยงผำด้วย ซึ่งมีผลที่น่าสนใจทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ
ติดอาวุธ 10 ฟาร์มด้วย “นาโนโอโซนและเตาอบสเปกตรัมแสง”
ปัจจุบันทีมวิจัยได้มีการขยายผลการใช้งานเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงไปยังฟาร์มเครือข่ายภายใต้โครงการ IDA Platform แล้วอีก 10 แห่งใน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย โดย สวทช. ได้ให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ในการผลิต
ดร.ศุภนิจ อธิบายต่อว่า ทีมวิจัยเพิ่มคุณภาพให้ผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวจำนวน 2 เทคโนโลยี ได้แก่ 1.กระบวนการล้างผำด้วยระบบนาโนโอโซน ที่พัฒนาร่วมกับบุคลากรวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ระบบนี้เป็นเครื่องมือล้างผำที่สามารถฆ่าเชื้อก่อโรคตามมาตรฐานพืชอาหารได้ ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเรื่องแรงงาน ผำที่ผ่านการล้างด้วยวิธีนี้ นอกจากจะสะอาดปลอดภัยพร้อมบริโภคแล้ว ยังมีความสด และมีปริมาณไนเตรตต่ำกว่าทั่วไป เหมาะแก่การใช้เป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ
และ 2.เทคโนโลยีการอบเพื่อแปรรูปผำสดเป็นผำแห้ง ด้วยเตาอบอุตสาหกรรมที่ผ่านการดัดแปลงให้ฉายแสงในสเปกตรัมและความเข้มที่เหมาะสมในระหว่างการอบได้ การอบด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงช่วยรักษาปริมาณสารสำคัญไม่ให้ลดลง แต่ยังช่วยให้ผำอบแห้งมีปริมาณโปรตีนและวิตามินบี 12 เพิ่มขึ้นถึงประมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนักแห้ง มีสีเขียวสด กลิ่นหอม และรสชาติดี เหมาะแก่การใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม”
ที่ผ่านมา สวทช. ยังได้ทำหน้าที่ช่วยประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนปลายน้ำ เพื่อนำร่องการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมผำแบบครบวงจรด้วย
ปลดล็อกข้อจำกัดผำแปรรูป พร้อมเชื่อมภาคเอกชนปั้นตลาดซูเปอร์ฟู้ดไทยโตยั่งยืน
นางสาวสุพัตรา หาญเจริญ ผู้อำนวยการบริษัทแกรนด์ วูฟเฟีย จำกัด อธิบายว่า ตั้งแต่บริษัทตัดสินใจทำผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพจากผำ บริษัทได้เดินหน้าสำรวจวัตถุดิบจากแหล่งผลิตหลายแห่งในประเทศไทย ก่อนตกลงทำสัญญารับซื้อผำแห้งจากฟาร์มที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตของ สวทช. เนื่องจากวัตถุดิบที่ได้ไม่เพียงมีคุณภาพสูง แต่ยังมีความคงที่ในทุกรอบการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม
“ผลิตภัณฑ์หลัก 2 ชนิด ของบริษัทที่อยู่ในขั้นตอนเตรียมขึ้นทะเบียนกับทาง อย. คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโปรตีนใส สำหรับผู้ที่ต้องการบริโภคโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพ และ "ผำฉะ" ที่รสชาติคล้ายมัทฉะ เครื่องดื่มชาเขียวแต่ไม่มีคาเฟอีน สำหรับผู้ที่ต้องการเติมความสดชื่นระหว่างวัน โดยทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการออกแบบให้เหมาะแก่ผู้บริโภคทุกวัย ทั้งด้านคุณค่าโภชนาการ รสชาติ และเนื้อสัมผัส สำหรับผู้ที่สนใจติดตามการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ทาง Line @grandwolffia”
นางปฏิมา โรจนตัณฑ์ กรรมการบริษัท ยุ้งปันหยา จำกัด อธิบายเสริมผ่านมุมมองของบริษัทที่ผลิตสินค้าสำหรับวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดว่า บริษัทได้ทำการประเมินผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้ประเมินสินค้าจากโมเดิร์นเทรดชั้นนำของประเทศไทยแล้วว่า ผลิตภัณฑ์จากผำมีโอกาสทำตลาดได้ดีในประเทศไทยและอาจมีศักยภาพที่จะส่งออกไปยังต่างประเทศได้ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ทางบริษัทจึงได้ตัดสินใจขอรับการสนับสนุนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิตผำคุณภาพสูงผ่านโครงการ IDA Platform ของ สวทช. เพื่อศึกษากระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำด้วยตนเอง โดยหลังจากนี้หากมีความต้องการวัตถุดิบที่สูงขึ้น ก็จะใช้มาตรฐานของวัตถุดิบที่ผลิตได้ในปัจจุบันนี้เป็นข้อกำหนดในการรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรรายอื่นต่อไป
“ผลิตภัณฑ์จากผำที่บริษัทกำลังจะวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดของไทยภายใต้แบรนด์ GIN (จิน) ในอนาคตอันใกล้นี้ คือ ผลิตภัณฑ์ผำอบกรอบ โปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพในรูปแบบแผ่น ที่มีให้เลือกรับประทานถึง 4 รสชาติ ทุกรสชาติผ่านการทดลองตลาดแล้วว่าอร่อยถูกใจทุกช่วงวัย สำหรับผู้ที่สนใจติดตามการวางจำหน่ายได้ผ่านเฟซบุ๊กเพจ GIN Happy Snacks”
ดร.ศุภนิจ กล่าวเสริมว่า นอกจาก 2 บริษัทข้างต้น ยังมีอีกหลายบริษัทที่ได้ตัดสินใจเลือกนำผลิตภัณฑ์ผำที่ควบคุมการผลิตด้วยเทคโนโลยีจาก สวทช. ไปใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพราะทุกบริษัทต่างเชื่อว่า การจะผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงได้ต้องเริ่มต้นจากการมีวัตถุดิบที่ดี มีการรับรองคุณภาพ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และเครื่องมือตรวจวัดตามมาตรฐาน ตกลงร่วมกันเพื่อกำหนดการรับซื้อขายของภาคธุรกิจ ความท้าทายต่อไปของอุตสาหกรรมผำ คือ การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผำพรีเมียมที่ผลิตโดยคนไทยและเทคโนโลยีไทยที่ทั้งรสชาติดีและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมปลายน้ำย้อนกลับมาสร้างงาน สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป โดยผู้มีส่วนร่วมกับโครงการนี้ทั้งจากภาครัฐและเอกชนต่างคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สักวันหนึ่งผำจะก้าวสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ของไทยได้สำเร็จ”
สำหรับผู้ที่สนใจใช้งานเทคโนโลยี HandySense B-Farm เพื่อการผลิตผำ ผู้ที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตอุปกรณ์ล้างและอุปกรณ์แปรรูปผำอบแห้ง ติดต่อสอบถามได้ที่ นายปกรณ์ สุพานิช ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. โทร 0893111235 อีเมล [email protected] และสำหรับผู้ที่สนใจติดตามการเปิดอบรมกระบวนการผลิตผำ ติดตามได้ที่ SMC Academy เว็บไซต์: https://www.nectec.or.th/smc/smc-academy/ อีเมล [email protected]