โดยในช่วงท้ายของการปราศรัย นายสกลธี ได้ยํ้าขอโอกาสจากคนกรุงเทพฯ ว่าเป็นส่วนสําคัญที่ผลักดันให้ตนเองได้กลับเข้าไปทํางานให้กับ กทม. อีกครั้ง ในฐานะที่ไร้คําว่า “รอง” แต่เป็นผู้ว่าฯ กทม. ของคนกรุงเทพฯ ทุกคน
“คนกรุงเทพฯ ทุกคน จะเป็นกุญแจสําคัญที่ทําให้สกลธีได้กลับไปทํางานในศาลาว่าการฯ ที่อยู่ตรงหน้า ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17” นายสกลธี กล่าวอย่างมั่นใจ
ด้าน น.ส.ณัฐรดา เลขะธนชลท์ทีมที่ปรึกษาด้านการศึกษา กล่าวว่า ที่ตัดสินใจมาร่วมงานในทีมเพราะเห็นว่า นายสกลธีมีประสบการณ์จากการเป็นรองผู้ว่าฯ ทําให้รู้ว่าสิ่งใดทําได้จริง นอกจากนี้ยังเห็นถึงความตั้งใจที่นายสกลธีอยากทํางานต่างๆ ให้สําเร็จตามที่หวัง ทําให้ทุ้มเทเรื่อยมาเป็นคนธรรมดาที่สู้เพื่อเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ และที่ตัดสินใจแน่นอนเลยก็คือได้เห็นทีมงานแต่ละคนที่มีแพชชั่น (Passion) ในการทํางานอยู่จริงๆ
“เขาคือหนึ่งคนธรรมดาจริงๆ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและได้รับโอกาสเข้ามาช่วยเพื่อพัฒนาบ้านของเราทุกๆ คน จอยว่าสามส่วนนี้ตอบตัวเองได้และตอบตนอื่นได้ชัดเจน วันนี้เลยเลือกเดินเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมของสกลธี”น.ส.ณัฐรดา กล่าว
ขณะที่นายเจตน์ โศภิษฐ์พงศธร กล่าวว่า ตนมั่นใจในตัวของนายสกลธีเพราะเป็นคนที่มีบุคลิกลักษณะที่พิเศษ เป็นคนถ่อมตัว อ่อนน้อมมาก และก็รับฟังหลายๆ อย่าง ตนเชื่อว่าเขาจะเป็นผู็นําที่รับฟัง ซึ่งที่ผ่านมาเราอาจจะไม่ได้เจอผู้นําที่รับฟังสักพักใหญ่ แต่สกลธีเป็นผู้นําที่รับฟังกับเรื่องเล็กๆ จะ เชื่อว่าจะเป็นผู้นําที่เอาประชาชนมาอยู่ที่ตรงกลางของหัวใจ
“เราก็จะตั้งใจทํางานและทําให้ดีที่สุด สําหรับสกลธีและสําหรับ กทม. ถ้าเลือกสกลธีรับรองว่า จะได้ทีมที่มาด้วยใจและเป็นคนในอายุที่ใ กล้ๆ กัน ลองมีผู้ว่าที่อายุไม่ถึง 50 ดูนะครับว่าจะเป็นยังไงบ้างครับ ถ้าเลือกธีจะได้ทีมและเราจะทําให้กรุงเทพฯ ให้ดีกว่านี้ได้”