ด้านน้ำ จำนวน 2 ฐาน ได้แก่ ฐานคนรักษ์น้ำ เรียนรู้การจัดการน้ำโดยหลักธรรมชาติ อาทิ การขุดคลองไส้ไก่ การทำฝายน้ำล้น และฝายถาวร และฐานคนมีน้ำยา เรียนรู้วิธีการทำน้ำยาเอนกประสงค์จากจุลินทรีย์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
ด้านพลังงาน จำนวน 2 ฐาน คือ ฐานคนมีไฟ เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้โซลาร์เซลล์สำหรับการเกษตร และฐานคนเอาถ่าน เรียนรู้การทำถ่านธรรมชาติและประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้ในการไล่แมลง
“กฟผ. ตั้งใจขับเคลื่อนศูนย์ศึกษาและพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 10 แห่ง เพื่อให้ชุมชนได้เรียนรู้และลงมือทำจริง ก่อนที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดในพื้นที่ของตนเอง ทำให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยืน” ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวย้ำถึงความตั้งใจของ กฟผ.
เรียนรู้จากปราชญ์ท้องถิ่น ต่อยอดด้วยภูมิปัญญา
“โคก หนอง นาโมเดล เป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก” นี่คือคำพูดแรกที่ ทูคือ ยินดี ประธานกลุ่มกสิกรรมธรรมชาติปิล็อกคี่ช เพราะเดิมชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านปิล็อกคี่จะทำเกษตรเชิงเดี่ยวและใช้สารเคมี ทำให้ดินชเสื่อมโทรม ได้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควรเพราะขาดแคลนน้ำ ประกอบกับพื้นที่ในการเพาะปลูกมีอยู่อย่างจำกัด แต่เมื่อคนในชุมชนหันมาเรียนรู้หลักการโคก หนอง นาโมเดล จึงร่วมกันเอามื้อสามัคคีทำฝายชะลอน้ำ ขุดนาขั้นบันได ปลูกผักผลไม้ต่าง ๆ และเลิกใช้สารเคมีในการทำเกษตร
ปัจจุบันทูคือเป็นหนึ่งในปราชญ์ท้องถิ่นที่มาร่วมเป็นวิทยากรให้กับศูนย์ศึกษาและพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเขื่อนวชิราลงกรณเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับโคก หนอง นาโมเดลที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของ จ.กาญจนบุรี
“ผมเชื่อว่าการจัดตั้งศูนย์นี้ที่เขื่อนวชิราลงกรณจะเป็นประโยชน์กับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่มีบัตรประชาชนก็จะมีโอกาสเข้ามาเรียนรู้และได้ลงมือทำจริง” ทูคือ กล่าวทิ้งท้าย
การน้อมนำศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตจึงไม่เพียงทำให้คนในชุมชนสามารถกลับพึ่งพาตนเอง มีของกิน ของใช้ และที่อยู่อาศัยเท่านั้น หากแต่ยังทำให้สภาพแวดล้อมทั้งดินและน้ำดีขึ้น มีอากาศที่บริสุทธิ์ โดยทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้พื้นที่สังคมเมืองและสังคมชนบทเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน