เนชั่นทีวี

ข่าว

วิธีคิดและกลยุทธ์สู่การเทรดที่ประสบความสำเร็จ

07 ก.ค. 2564 | bhamstar1

วิธีคิดและกลยุทธ์สู่การเทรดที่ประสบความสำเร็จ

การเทรด คือการซื้อสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หุ้น คู่สกุลเงินฟอเร็กซ์ สกุลเงินดิจิทัล ตราสารต่าง ๆ เป็นต้น แล้วขายออกไปเพื่อให้เกิดกำไร ในปัจจุบันการเทรดนั้นทำได้ง่ายมากขึ้น สามารถเทรดทางออนไลน์ อีกทั้งยังมีเครื่องมือต่าง ๆ ช่วยสนับสนุน จึงมีผู้คนมากมายสนใจ ต่างเข้ามาศึกษาและเริ่มต้นเทรดกันมากขึ้น ซึ่งการที่จะเทรดได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย นักเทรดจำเป็นต้องมีทั้งทัศนคติที่ถูกต้อง รวมถึงเข้าใจกลยุทธ์ด้วย

Winning Attitudes : ทัศนคติที่ถูกต้องในการเทรด 

ทัศนคติในการเทรดเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าความรู้เชิงเทคนิค นักเทรดบางคนอาจจะมองข้ามไปเนื่องจากไม่รู้ว่ามันมีความสำคัญอย่างไร แต่ในความเป็นจริงแล้ว ‘ความคิด’ ที่แตกต่างกันแม้เพียงเล็กน้อย กลับส่งผลต่อการเทรดในระยะยาวเลยทีเดียว ดังนั้นเทรดเดอร์จึงควรมีทัศนคติที่ถูกต้องในหลาย ๆ มิติ ทั้งต่อตลาด ตนเอง และธรรมชาติของการเทรด

 

ตัวอย่างคุณสมบัติที่สำคัญของเทรดเดอร์มืออาชีพ มีดังต่อไปนี้ 

 

1. เข้าใจตลาดการเงิน ตลาดการเงินนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เทรดเดอร์ควรจะมองตลาดอย่างเป็นกลาง เตรียมพร้อมในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อยู่เสมอ มีการวิเคราะห์ตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงติดตามข่าวสารต่าง ๆ

 

2. เข้าใจตนเอง ตั้งเป้าหมายและวางแผนการเทรดที่ชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีความมั่นใจในตัวเอง ลงมือทำไปทีละขั้นตอน

 

3. มี Growth Mindset หมายถึง กรอบความคิดที่มีการเติบโต สามารถพัฒนาได้ พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ โดยไม่กลัวผิดพลาด ในขณะที่ Fixed Mindset คือ กรอบความคิดแบบยึดติด ไม่ชอบความท้าทาย ท้อถอยง่ายต่อปัญหา  

 

4. วินัยเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าคุณจะมีความรู้ความสามารถเพียงใด แต่การประสบความสำเร็จนั้นเป็นไปได้ยาก หากคุณไม่สามารถเทรดได้สม่ำเสมอ เทรดเดอร์ที่ดีควรมีการจัดตารางเวลาที่ชัดเจน กำหนดเวลาและความถี่ในการเทรด โดยเฉพาะนักเทรดระยะสั้นที่ต้องจดจ่อกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดตลอดเวลา ทำให้ในหนึ่งวันอาจจะต้องใช้เวลาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมง   

 

5. สามารถควบคุมอารมณ์ได้ แม้เป้าหมายของการเทรดคือการทำกำไร อย่างไรก็ตามการขาดทุนนั้นแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เทรดเดอร์มากมายดีใจเมื่อทำกำไรได้ แต่มองว่าการขาดทุนคือความล้มเหลว ซึ่งอารมณ์ขึ้นลงเหล่านี้มีผลต่อการตัดสินใจในการเทรด ในขณะที่นักเทรดมืออาชีพเข้าใจว่าการควบคุมอารมณ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก พวกเขาจะจดจ่อกับกระบวนการและกลยุทธ์การเทรดมากกว่าสนใจผลลัพธ์ชั่วคราว

 

6. เข้าใจธรรมชาติของการเทรด ยอมรับว่ามีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เทรดเดอร์ที่อดทนต่อความเสี่ยงได้น้อยจะมีปฏิกิริยาเชิงลบต่อการขาดทุน ซึ่งในความเป็นจริงความเสี่ยงและการขาดทุนคือส่วนหนึ่งของการประสบความสำเร็จในการเทรด คุณควรกำหนดความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ในแผนการเทรดของคุณ 

วิธีคิดและกลยุทธ์สู่การเทรดที่ประสบความสำเร็จ

Winning Methods : รู้จักกับกลยุทธ์การเทรดแบบต่าง ๆ

นอกจากการมีทัศนติที่ถูกต้องแล้ว กลยุทธ์และเทคนิคเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการเทรดให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจากสินทรัพย์แต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน อีกทั้งเป้าหมายและการใช้ชีวิตของเทรดเดอร์แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย ดังนั้นคุณจึงควรเรียนรู้ที่จะนำกลยุทธ์พื้นฐานไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง

 

ในส่วนของกลยุทธ์การเทรด เราจะสรุปออกมาเป็น 6 แบบที่นิยมใช้ในปัจจุบันว่าลักษณะของแต่ละแบบเป็นอย่างไร และมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง เหมาะสำหรับทั้งนักเทรดมือใหม่ที่กำลังค้นหาสไตล์การเทรดของตัวเอง และเทรดเดอร์มืออาชีพที่ต้องการพัฒนากลยุทธ์หรือเทคนิคการเทรดให้ดียิ่งขึ้น

 

1. Scalping Trading : กลยุทธ์เทรดระยะสั้นที่สุด

Scalping Trading หรือสามารถเรียกว่า Micro Trading เป็นการเทรดอย่างรวดเร็วในระยะสั้น โดยดูการเปลี่ยนแปลงของตลาดในกรอบเวลาหน่วยวินาทีหรือนาทีเท่านั้น เทรดเดอร์สามารถซื้อและขายสินทรัพย์ได้หลายครั้งต่อวันตั้งแต่หลายสิบครั้งไปจนถึงหลักร้อย ซึ่งสินทรัพย์ที่นิยมเทรดด้วยกลยุทธ์นี้คือ CFD และฟิวเจอร์ส

 

นักเทรดแบบ Scalping หรือที่เรียกว่า Scalper ควรจะมีคุณสมบัติสามารถตัดสินใจได้อย่างฉับไว สามารถจดจ่อกับการเทรดได้สูง เนื่องจากจังหวะซื้อขายนั้นแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ความเร็วจึงมีผลอย่างมาก นอกจากนี้ควรจะมีความรู้ มีประสบการณ์เทรดรายวันและเทรดระยะสั้นมาแล้ว

 

ข้อดีของ Scalping Trading คือ สามารถใช้ความผันผวนของตลาดเล็กน้อยมาสร้างกำไร แม้จะทำกำไรต่อครั้งเพียงเล็กน้อย แต่เนื่องจากอัตราการเทรดมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงไม่ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง อีกทั้งเทรดเดอร์สามารถเปิด-ปิดออเดอร์ได้เร็ว จึงสร้างกำไรได้อย่างต่อเนื่อง และยิ่งเงินทุนมากกำไรที่ได้ก็ยิ่งมากขึ้นตาม

 

ส่วนข้อเสียคือ ต้องใช้เงินทุนสูงและเวลาค่อนข้างมาก เนื่องจากเทรดหลายครั้งต่อวัน จึงมีค่าธรรมเนียมในการเปิด-ปิดคำสั่งเทรดเพิ่มขึ้น ดังนั้นหากคุณไม่สามารถรับความกดดันในระยะสั้น ๆ ได้ หรือต้องการใช้เงินทุนลดลง การเทรดระยะที่ยาวขึ้นอาจจะเป็นตัวเลือกเหมาะสมกว่า

 

2. Day Trading: เทรดระยะสั้นจบในหนึ่งวัน

Day Trading คือ การเทรดรูปแบบที่ต้องการซื้อขายสินทรัพย์ให้เกิดขึ้นทั้งหมดภายในวันเดียว เทรดเดอร์สามารถเทรดได้หลายครั้งต่อวันโดยใช้ความผันผวนของตลาดสร้างกำไรขึ้นมา การเทรดแต่ละครั้งอาจจะใช้เวลา 5-15 นาที สินทรัพย์ที่นิยมเทรดคือ หุ้น ฟอเร็กซ์ สกุลเงินดิจิทัล และฟิวเจอร์ส

 

สิ่งที่ควรรู้หากเทรดโดยใช้กลยุทธ์นี้คือ คุณจำเป็นต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดตลอดเวลา เพื่อจะได้จับจังหวะเข้าซื้อและขายออกได้ทัน หรือที่เรียกว่า Directional trading ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้คาดการณ์ทิศทางของตลาดในอนาคต สามารถนำมาใช้กับการเทรดระยะสั้นได้ นอกจากนี้คุณควรลงทุนจำนวนเงินน้อย ๆ ต่อครั้ง จะช่วยป้องกันการขาดทุนที่เกินความจำเป็นได้

 

ข้อดีของ Day Trading คือ เนื่องจากเทรดเดอร์ไม่ต้องถือออเดอร์ข้ามคืน จึงสามารถลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของตลาดในวันถัดไปได้ หรือความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงในบางสินทรัพย์ เช่น ตราสารทุน

 

อย่างไรก็ตาม การเทรดรูปแบบนี้อาจจะใช้เงินจำนวนมาก ถึงแม้เทรดเดอร์ลงทุนครั้งละน้อย ๆ แต่เนื่องจากต้องเทรดหลายครั้งต่อวัน ทำให้มีค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ มากขึ้นตาม นอกจากนี้ หุ้น ฟอเร็กซ์ และฟิวเจอร์ส ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มักนำมาเทรดยังมีความเสี่ยงสูงอีกด้วย 

 

3. Swing Trading : การเทรดระยะกลาง 

Swing Trading เป็นกลยุทธ์การเทรดที่มีการเปลี่ยนกรอบเวลาอยู่เสมอ ในขณะที่การเทรดรูปแบบอื่น ๆ จะเทรดในกรอบเวลาที่คงที่ เป้าหมายของ Swing Trading คือ การทำกำไรในปริมาณน้อย แต่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง การเทรดหนึ่งครั้งอาจจะใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงหลายวันหรือสัปดาห์ ซึ่งต้องเทรดจำนวนมากเพื่อหาจังหวะที่ดีเข้าสู่ตลาด และสามารถเทรดได้กับทุกสินทรัพย์

 

เทรดเดอร์จะต้องเก็งกำไรหาจังหวะซื้อขายสินทรัพย์ ซึ่งจะมี 2 ช่วงได้แก่ ช่วง “Swing high” หมายถึง ช่วงที่มูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น และช่วง “Swing low” คือ ช่วงที่มูลค่าสินทรัพย์ลดลง ช่วงที่ดีในการเทรดคือช่วงที่ตลาดอยู่ในสภาวะผันผวน โดยเทรดเดอร์จะเข้าซื้อเมื่อราคาลดลง และขายออกเมื่อราคาสูงขึ้น อย่างไรก็ตามนักเทรดควรจะประเมินสินทรัพย์จากมูลค่าที่แท้จริงด้วย ไม่ได้ดูแต่มูลค่า ณ เวลานั้นเพียงอย่างเดียว 

 

ข้อดีของการเทรดกลยุทธ์นี้ คือ ไม่ต้องถือออเดอร์นาน ใช้เงินทุนน้อยกว่าการเทรดระยะสั้น นอกจากนี้ หากใช้เทคนิคนี้ในช่วงที่สินทรัพย์มีความผันผวน จะสามารถสร้างกำไรได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเหมาะกับนักเทรดมือใหม่ แต่การเทรดอาจจะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้จากการถือออเดอร์ข้ามคืน

4. Position Trading : กลยุทธ์การเทรดระยะยาว

Position Trading หรือสามารถเรียกว่า News Trading เป็นกลยุทธ์ที่เน้นลงทุนระยะยาว เทรดเดอร์จะถือสินทรัพย์ไว้เป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรืออาจจะหลายปี ดังนั้นเทรดเดอร์จึงต้องมีความอดทน เข้าใจภาพรวมของตลาด ติดตามข่าวเศรษฐกิจหรือข่าวที่เกี่ยวข้อง มากกว่าโฟกัสที่ผลลัพธ์หรือการเปลี่ยนแปลงระยะสั้น

 

เมื่อเปรียบเทียบกับกลยุทธ์อื่น ๆ Position Trading จะมีความถี่ในการเทรดน้อยกว่า และมีมูลค่าในการเทรดต่อครั้งสูงกว่าด้วย ดังนั้นจึงมีข้อดีที่สามารถทำกำไรได้มาก แต่ในทางกลับกันก็อาจจะขาดทุนมากเช่นกัน

 

5. Trend Trading : กลยุทธ์ปรับเปลี่ยนการเทรดตามเทรน

Trend Trading คือ การเทรดที่มีการปรับกลยุทธ์ตามเทรนด์ของตลาด โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกลยุทธ์ได้ทุกประเภททั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

 

ข้อดีของ Trend Trading คือ ทำให้เทรดเดอร์สามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันการเปลี่ยนแปลงของตลาด แต่อาจจะไม่เหมาะสำหรับนักเทรดมือใหม่ เนื่องจากจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญ ความรู้เชิงเทคนิคที่หลากหลาย

 

6. Automatic Trading : ใช้ AI ในการเทรด

Automatic Trading เป็นกลยุทธ์ที่เทรดบนพื้นฐานของการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์โอกาสในการลงทุน และใช้หุ่นยนต์ในการควบคุม กลยุทธ์นี้สามารถพัฒนาให้เป็นการเทรดแบบอัตโนมัติได้ โดยนักเทรดเพียงแค่กำหนดตัวแปรต่าง ๆ

 

แม้การเทรดรูปแบบนี้จะสร้างความสะดวกสบายแก่เทรดเดอร์ แต่ยังมีจุดอ่อนในความยืดหยุ่นไม่เท่ากับมนุษย์ ยกเว้นลงทุนกับระบบที่มีความซับซ้อน ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นระบบอัตโนมัติต่าง ๆ จึงควรนำมาปรับใช้ควบคู่กับกลยุทธ์รูปแบบอื่น ๆ ด้วยเพื่อให้การเทรดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

สรุป

องค์ประกอบของการประสบความสำเร็จในการเทรดนั้นมี 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ วิธีคิดที่ถูกต้อง และวิธีการ หรือกลยุทธ์ที่ใช้ สำหรับวิธีคิดที่ถูกต้อง ก่อนจะเริ่มต้นการเทรดนั้นคุณควรมีความเข้าใจในตลาด เข้าใจตัวเอง และเข้าใจธรรมชาติของการเทรด รวมถึงมีวินัย หมั่นศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อจะได้สามารถปรับกลยุทธ์ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และควบคุมอารมณ์ได้ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะขาขึ้นหรือขาลง 

 

นอกจากนี้ กลยุทธ์การเทรดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ในบทความนี้เราสรุปกลยุทธ์ทั้งหมด 6 ประเภท ได้แก่ Scalping Trading, Day Trading, Swing Trading, Position Trading, Trend Trading และ Automatic Trading ซึ่งแต่ละกลยุทธ์จะมีลักษณะ ข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ไม่มีกลยุทธ์ใดเหมาะกับเทรดเดอร์ทุกคน คุณควรเรียนรู้ แล้วนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับเป้าหมาย แผนการเทรด และการใช้ชีวิตของตัวเอง