Winning Methods : รู้จักกับกลยุทธ์การเทรดแบบต่าง ๆ
นอกจากการมีทัศนติที่ถูกต้องแล้ว กลยุทธ์และเทคนิคเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการเทรดให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจากสินทรัพย์แต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน อีกทั้งเป้าหมายและการใช้ชีวิตของเทรดเดอร์แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย ดังนั้นคุณจึงควรเรียนรู้ที่จะนำกลยุทธ์พื้นฐานไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง
ในส่วนของกลยุทธ์การเทรด เราจะสรุปออกมาเป็น 6 แบบที่นิยมใช้ในปัจจุบันว่าลักษณะของแต่ละแบบเป็นอย่างไร และมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง เหมาะสำหรับทั้งนักเทรดมือใหม่ที่กำลังค้นหาสไตล์การเทรดของตัวเอง และเทรดเดอร์มืออาชีพที่ต้องการพัฒนากลยุทธ์หรือเทคนิคการเทรดให้ดียิ่งขึ้น
1. Scalping Trading : กลยุทธ์เทรดระยะสั้นที่สุด
Scalping Trading หรือสามารถเรียกว่า Micro Trading เป็นการเทรดอย่างรวดเร็วในระยะสั้น โดยดูการเปลี่ยนแปลงของตลาดในกรอบเวลาหน่วยวินาทีหรือนาทีเท่านั้น เทรดเดอร์สามารถซื้อและขายสินทรัพย์ได้หลายครั้งต่อวันตั้งแต่หลายสิบครั้งไปจนถึงหลักร้อย ซึ่งสินทรัพย์ที่นิยมเทรดด้วยกลยุทธ์นี้คือ CFD และฟิวเจอร์ส
นักเทรดแบบ Scalping หรือที่เรียกว่า Scalper ควรจะมีคุณสมบัติสามารถตัดสินใจได้อย่างฉับไว สามารถจดจ่อกับการเทรดได้สูง เนื่องจากจังหวะซื้อขายนั้นแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ความเร็วจึงมีผลอย่างมาก นอกจากนี้ควรจะมีความรู้ มีประสบการณ์เทรดรายวันและเทรดระยะสั้นมาแล้ว
ข้อดีของ Scalping Trading คือ สามารถใช้ความผันผวนของตลาดเล็กน้อยมาสร้างกำไร แม้จะทำกำไรต่อครั้งเพียงเล็กน้อย แต่เนื่องจากอัตราการเทรดมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงไม่ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง อีกทั้งเทรดเดอร์สามารถเปิด-ปิดออเดอร์ได้เร็ว จึงสร้างกำไรได้อย่างต่อเนื่อง และยิ่งเงินทุนมากกำไรที่ได้ก็ยิ่งมากขึ้นตาม
ส่วนข้อเสียคือ ต้องใช้เงินทุนสูงและเวลาค่อนข้างมาก เนื่องจากเทรดหลายครั้งต่อวัน จึงมีค่าธรรมเนียมในการเปิด-ปิดคำสั่งเทรดเพิ่มขึ้น ดังนั้นหากคุณไม่สามารถรับความกดดันในระยะสั้น ๆ ได้ หรือต้องการใช้เงินทุนลดลง การเทรดระยะที่ยาวขึ้นอาจจะเป็นตัวเลือกเหมาะสมกว่า
2. Day Trading: เทรดระยะสั้นจบในหนึ่งวัน
Day Trading คือ การเทรดรูปแบบที่ต้องการซื้อขายสินทรัพย์ให้เกิดขึ้นทั้งหมดภายในวันเดียว เทรดเดอร์สามารถเทรดได้หลายครั้งต่อวันโดยใช้ความผันผวนของตลาดสร้างกำไรขึ้นมา การเทรดแต่ละครั้งอาจจะใช้เวลา 5-15 นาที สินทรัพย์ที่นิยมเทรดคือ หุ้น ฟอเร็กซ์ สกุลเงินดิจิทัล และฟิวเจอร์ส
สิ่งที่ควรรู้หากเทรดโดยใช้กลยุทธ์นี้คือ คุณจำเป็นต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดตลอดเวลา เพื่อจะได้จับจังหวะเข้าซื้อและขายออกได้ทัน หรือที่เรียกว่า Directional trading ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้คาดการณ์ทิศทางของตลาดในอนาคต สามารถนำมาใช้กับการเทรดระยะสั้นได้ นอกจากนี้คุณควรลงทุนจำนวนเงินน้อย ๆ ต่อครั้ง จะช่วยป้องกันการขาดทุนที่เกินความจำเป็นได้
ข้อดีของ Day Trading คือ เนื่องจากเทรดเดอร์ไม่ต้องถือออเดอร์ข้ามคืน จึงสามารถลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของตลาดในวันถัดไปได้ หรือความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงในบางสินทรัพย์ เช่น ตราสารทุน
อย่างไรก็ตาม การเทรดรูปแบบนี้อาจจะใช้เงินจำนวนมาก ถึงแม้เทรดเดอร์ลงทุนครั้งละน้อย ๆ แต่เนื่องจากต้องเทรดหลายครั้งต่อวัน ทำให้มีค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ มากขึ้นตาม นอกจากนี้ หุ้น ฟอเร็กซ์ และฟิวเจอร์ส ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มักนำมาเทรดยังมีความเสี่ยงสูงอีกด้วย
3. Swing Trading : การเทรดระยะกลาง
Swing Trading เป็นกลยุทธ์การเทรดที่มีการเปลี่ยนกรอบเวลาอยู่เสมอ ในขณะที่การเทรดรูปแบบอื่น ๆ จะเทรดในกรอบเวลาที่คงที่ เป้าหมายของ Swing Trading คือ การทำกำไรในปริมาณน้อย แต่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง การเทรดหนึ่งครั้งอาจจะใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงหลายวันหรือสัปดาห์ ซึ่งต้องเทรดจำนวนมากเพื่อหาจังหวะที่ดีเข้าสู่ตลาด และสามารถเทรดได้กับทุกสินทรัพย์
เทรดเดอร์จะต้องเก็งกำไรหาจังหวะซื้อขายสินทรัพย์ ซึ่งจะมี 2 ช่วงได้แก่ ช่วง “Swing high” หมายถึง ช่วงที่มูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น และช่วง “Swing low” คือ ช่วงที่มูลค่าสินทรัพย์ลดลง ช่วงที่ดีในการเทรดคือช่วงที่ตลาดอยู่ในสภาวะผันผวน โดยเทรดเดอร์จะเข้าซื้อเมื่อราคาลดลง และขายออกเมื่อราคาสูงขึ้น อย่างไรก็ตามนักเทรดควรจะประเมินสินทรัพย์จากมูลค่าที่แท้จริงด้วย ไม่ได้ดูแต่มูลค่า ณ เวลานั้นเพียงอย่างเดียว
ข้อดีของการเทรดกลยุทธ์นี้ คือ ไม่ต้องถือออเดอร์นาน ใช้เงินทุนน้อยกว่าการเทรดระยะสั้น นอกจากนี้ หากใช้เทคนิคนี้ในช่วงที่สินทรัพย์มีความผันผวน จะสามารถสร้างกำไรได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเหมาะกับนักเทรดมือใหม่ แต่การเทรดอาจจะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้จากการถือออเดอร์ข้ามคืน