ทางเลือกใหม่ “ฝังแร่” รักษาแม่นยำ ฟื้นตัวเร็ว
ในอดีต การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากมักหมายถึง “การผ่าตัดใหญ่” ซึ่งต้องพักฟื้นหลายวัน ใส่สายสวนปัสสาวะ และอาจมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตหลังรักษา
แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาไปมาก หนึ่งในวิธีที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น คือ “การฝังแร่” หรือ Brachytherapy
การรักษาวิธีนี้ คือการนำรังสีเข้าสู่ต่อมลูกหมากโดยตรงผ่านเข็มขนาดเล็ก เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งอย่างแม่นยำ โดยรังสีจะกระจุกอยู่เฉพาะบริเวณเป้าหมาย ลดผลกระทบต่ออวัยวะรอบข้าง เช่น กระเพาะปัสสาวะและลำไส้ตรง
ปัจจุบันนิยมใช้ในรูปแบบ HDR Brachytherapy หรือการฝังแร่แบบชั่วคราว ซึ่งไม่มีสารกัมมันตรังสีตกค้างในร่างกาย หลังรักษาเสร็จอุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกนำออกทันที
จุดเด่นสำคัญ คือผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับบ้านได้ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น และใช้ชีวิตได้เกือบปกติทันทีหลังรักษา
- ไม่มีแผลผ่าตัดขนาดใหญ่
- ไม่ต้องพักฟื้นยาว
และลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงหลายด้าน เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเดิม
คุณภาพชีวิตที่ผู้ชายกังวล วันนี้อาจไม่ต้องแลกอีกต่อไป
หนึ่งในเรื่องที่ผู้ชายกังวลมากที่สุดเมื่อพูดถึง การผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก คือปัญหาเรื่อง “การกลั้นปัสสาวะ” และ “สมรรถภาพทางเพศ”
แพทย์อธิบายว่า การผ่าตัด แม้จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หรือหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ก็ยังมีโอกาสเกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือใช้เวลาหลายเดือนกว่าร่างกายจะฟื้นตัว เพราะมีการตัดท่อปัสสาวะและเย็บซ่อมท่อปัสสาวะที่เหลือกับตัวกระเพาะปัสสาวะ โดยท่อปัสสาวะที่ตัดนี้จะอยู่ชิดกับหูรูดของท่อปัสสาวะมาก ทำให้มีโอกาสที่หูรูดจะถูกทำลายเป็นไปได้สูง
แต่การฝังแร่มีข้อได้เปรียบตรงที่ไม่ได้ตัดอวัยวะออกจากร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากยังสามารถใช้ชีวิตประจำวัน ออกกำลังกาย หรือแม้แต่ใช้ชีวิตคู่ได้ตามปกติระหว่างการรักษา
ผู้ป่วยบางรายยังสามารถเล่นกีฬา เล่นกอล์ฟ หรือออกกำลังกายได้ตามเดิม โดยแทบไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ระหว่างการรักษามะเร็ง
จากวันที่เกือบหมดหวัง สู่การกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง
หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก คือ Mr.Thomas Payne นักธุรกิจชาวอเมริกันที่เคยรักษาในต่างประเทศ แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่หวัง
เดิมทีเขามีปัญหาต่อมลูกหมากโต และเคยเข้ารับการผ่าตัดในสหรัฐอเมริกา ทว่า การรักษาไม่ประสบความสำเร็จ จนต้องใส่สายสวนปัสสาวะผ่านหน้าท้องเป็นเวลานาน ชีวิตประจำวันแทบไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“ผมคิดว่าคงต้องอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิตแล้ว”
นั่นคือความรู้สึกของเขาในวันที่แทบหมดหวังกับการรักษา
ก่อนตัดสินใจเดินทางมาประเทศไทย เพื่อมองหาโอกาสครั้งสุดท้าย
หลังเข้ารับการรักษา แพทย์เริ่มจากการแก้ปัญหาต่อมลูกหมากโตจนสามารถกลับมาปัสสาวะได้ตามปกติอีกครั้ง แต่ระหว่างติดตามอาการ กลับพบว่าค่า PSA สูงผิดปกติ เมื่อตรวจเพิ่มเติมด้วย MRI และตัดชิ้นเนื้อ จึงพบว่าเขาเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรง
แม้จะต้องเผชิญข่าวร้ายอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาตัดสินใจเลือก “การฝังแร่” ร่วมกับยาต้านฮอร์โมน เพราะต้องการการรักษาที่กระทบคุณภาพชีวิตน้อยที่สุด
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการรักษา กลับเหนือความคาดหมาย
“เช้าวันรุ่งขึ้น ผมแทบไม่รู้สึกเจ็บอะไรเลย แล้วก็กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ”
ผู้ป่วยเล่าว่า หลังรักษา เขายังสามารถออกกำลังกาย เดินทาง และทำกิจกรรมต่างๆ ได้เหมือนเดิม จนบางครั้งแทบลืมไปว่าตัวเองกำลังรักษามะเร็งอยู่
“ผมยังเล่นกีฬา ใช้ชีวิต และทำทุกอย่างได้เหมือนเดิม มันต่างจากภาพที่ผมเคยกลัวเกี่ยวกับคำว่า ‘มะเร็ง’ ไปอย่างสิ้นเชิง”
เรื่องราวของเขาสะท้อนว่า วันนี้มะเร็งต่อมลูกหมากอาจไม่ใช่จุดจบของชีวิตเหมือนในอดีตอีกต่อไป หากได้รับการตรวจพบเร็ว และเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยจำนวนมากยังสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพอีกครั้ง
“อย่ากลัวการตรวจ” เพราะการรู้เร็ว คือโอกาสรอดที่ดีที่สุด
แพทย์ย้ำว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ “การเจอโรค” แต่คือการปล่อยให้โรคลุกลามจนรักษาได้เพียงแบบประคับประคอง
ทุกวันนี้ มะเร็งต่อมลูกหมากถือเป็นมะเร็งที่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี โดยเฉพาะเมื่อพบในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีโอกาสควบคุมโรคและหายขาดได้สูงมาก
ดังนั้น ผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัว ควรเข้ารับการตรวจ PSA เป็นประจำทุกปี เพราะบางครั้ง “การเจาะเลือดเพียงครั้งเดียว” อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยรักษาชีวิตไว้ได้ในระยะยาว
และในวันที่เทคโนโลยีการรักษาก้าวหน้าไปมากแล้ว บางทีสิ่งที่ผู้ชายควรกลัวที่สุด อาจไม่ใช่ “มะเร็ง” แต่คือการปล่อยให้ตัวเองรู้ช้าเกินไปเท่านั้นเอง