ไขปม UPOV 1991–กะเพรา 4 สายพันธุ์ หวั่นฉุดวิจัย ดับ Seed Hub
23 ต.ค. 2569 | titayu_pur

นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์พืช ไขปม UPOV 1991 ยันจดกะเพรา 4 สายพันธุ์ไม่ใช่การผูกขาด หวั่นกระแสต้านฉุดลงทุนวิจัย ดับฝันดันไทยสู่ Seed Hub 5 หมื่นล้าน
ข่าว
23 ต.ค. 2569 | titayu_pur

นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์พืช ไขปม UPOV 1991 ยันจดกะเพรา 4 สายพันธุ์ไม่ใช่การผูกขาด หวั่นกระแสต้านฉุดลงทุนวิจัย ดับฝันดันไทยสู่ Seed Hub 5 หมื่นล้าน
KEY
POINTS
23 ตุลาคม 2569 ผศ.ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย ออกมาไขข้อสงสัย กรณีข้อกังวลเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครอง กะเพรา 4 สายพันธุ์ และอนุสัญญา UPOV 1991 โดยยืนยันว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ใช่การผูกขาด แต่เป็นกลไกสร้างแรงจูงใจในการวิจัย และคุ้มครองสิทธิผู้ปรับปรุงพันธุ์ พร้อมเตือนว่าหากเกิดกระแสต้านโดยไร้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ อาจกระทบต่อการลงทุนวิจัยของภาคเอกชน และขัดขวางการดันไทยสู่ Seed Hub มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท ชี้ภาครัฐต้องออกแบบ ข้อยกเว้นเกษตรกร อย่างเหมาะสมเพื่อประโยชน์ทุกฝ่าย
ผศ.ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล หัวหน้าภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย และกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทย
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับปรุงกฎหมายต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และผลกระทบต่อเกษตรกร ไม่ใช่ตัดสินจากกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ โดยต้องออกแบบข้อยกเว้นให้เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรรายย่อย
กรณีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา 4 สายพันธุ์ของภาคเอกชน ซึ่งจุดกระแสกังวลว่าจะกระทบสิทธิการปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรนั้น ผศ.ดร.ปิยะ ระบุว่า การยื่นขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้ปรับปรุงพันธุ์ หากมีหลักฐานแสดงกระบวนการพัฒนาสายพันธุ์และผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งการคุ้มครองดังกล่าวมีเป้าหมายป้องกันการนำพันธุ์พืชที่ผ่านการพัฒนาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์โดยละเมิดสิทธิ ไม่ได้หมายความว่าผู้ได้รับความคุ้มครองจะมีกรรมสิทธิ์เหนือพืชชนิดนั้นทั้งหมด หรือสามารถห้ามบุคคลอื่นปลูกพืชชนิดเดียวกันได้โดยไม่มีข้อจำกัด ทั้งนี้ ต้องพิจารณาขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
“ปัจจุบันประเทศไทยมีพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มากกว่า 107 ชนิดพืช ครอบคลุมผลงานจากหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน โดยการยื่นคำขอต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ของกรมวิชาการเกษตร ส่วนผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย จำเป็นต้องแยกการปลูกเพื่อบริโภคหรือจำหน่ายผลผลิตออกจากการขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเป็นพันธุ์พืชเชิงพาณิชย์ เพราะมีลักษณะการใช้ประโยชน์และประเด็นสิทธิทางกฎหมายแตกต่างกัน จึงไม่ควรสรุปว่าการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่จะทำให้เกษตรกรหมดสิทธิปลูกหรือเก็บเมล็ดพันธุ์โดยอัตโนมัติ”
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือความร่วมมือด้านวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน ซึ่งมีข้อกังวลว่าอาจเป็นการนำทรัพยากรภาครัฐไปเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ ผศ.ดร.ปิยะ อธิบายว่า การวิจัยร่วมกับเอกชนเป็นแนวทางที่ใช้กันในสถาบันการศึกษาทั่วโลก โดยเฉพาะงานวิจัยที่ต้องใช้เงินทุนสูงและต่อเนื่อง เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งต้องอาศัยเวลา บุคลากร และการทดลองหลายขั้นตอน ความร่วมมือมีทั้งรูปแบบที่มหาวิทยาลัยและเอกชนร่วมลงทุน ตลอดจนการรับทุนสนับสนุนจากภาคเอกชน โดยเงื่อนไขการถือครองสิทธิในผลงานและการนำไปใช้ประโยชน์ต้องเป็นไปตามสัญญาและระเบียบที่เกี่ยวข้อง นอกจากช่วยเพิ่มแหล่งทุนวิจัยแล้ว ยังสนับสนุนการพัฒนาห้องปฏิบัติการ เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานจริง และสร้างนักวิจัยที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม
สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 และการปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ประเด็นสำคัญอยู่ที่ขอบเขตสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ ระยะเวลาคุ้มครอง และข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกร ภายใต้กฎหมายไทยปัจจุบัน ระยะเวลาคุ้มครองแตกต่างกันตามประเภทพืช ขณะที่ UPOV 1991 กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำโดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 20 ปี และไม่น้อยกว่า 25 ปีสำหรับไม้ยืนต้นและไม้เลื้อย ทั้งนี้ รายละเอียดการใช้บังคับขึ้นอยู่กับประเภทพืชและเงื่อนไขตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ผศ.ดร.ปิยะ เห็นว่า การจัดทำกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลสามารถพิจารณาข้อยกเว้นที่เหมาะสมกับบริบทของไทยได้ โดยต้องหารืออย่างรอบด้านถึงผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหาร ตลอดจนระบบผลิตเมล็ดพันธุ์และพันธุ์พืชของประเทศ สำหรับพืชผสมข้าม เช่น ข้าวโพด เกษตรกรมักเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมใหม่ในแต่ละฤดูกาลเพื่อรักษาศักยภาพการผลิต ขณะที่พืชที่ขยายพันธุ์ด้วยส่วนต่าง ๆ เช่น ทุเรียน มันสำปะหลัง และกล้วย จำเป็นต้องพิจารณารูปแบบการขยายพันธุ์และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ตามขอบเขตสิทธิที่กฎหมายกำหนด อีกด้านหนึ่ง ระบบคุ้มครองพันธุ์พืชยังช่วยให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์รายย่อย โดยเฉพาะผู้พัฒนาพันธุ์ไม้ดอกและไม้ประดับ มีเครื่องมือทางกฎหมายป้องกันการนำผลงานไปขยายพันธุ์เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต
ในเชิงเศรษฐกิจ การปรับปรุงพันธุ์พืชเป็นเทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตรได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันตลาดเมล็ดพันธุ์พืชเศรษฐกิจและพืชผักของไทยมีมูลค่าประมาณ 10,000-20,000 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายการพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ระดับภูมิภาคอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท ผศ.ดร.ปิยะ ระบุว่า เมล็ดพันธุ์มีสัดส่วนประมาณ 10-15% ของต้นทุนการผลิตพืชทั้งหมด ขณะที่การพัฒนาพันธุ์ที่มีศักยภาพสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อย่างมาก
ยกตัวอย่าง ข้าวโพดที่การปรับปรุงพันธุ์ลูกผสมช่วยยกระดับผลผลิตจากระดับประมาณ 300-700 กิโลกรัมต่อไร่ ไปสู่ระดับ 1,000-2,000 กิโลกรัมต่อไร่ได้ในบางสายพันธุ์และภายใต้สภาพการผลิตที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมจะเติบโตได้ต้องมีระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ชัดเจน ควบคู่กับการแข่งขันในตลาดและการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร หากการลงทุนวิจัยมีความเสี่ยงสูงหรือขาดแรงจูงใจ อาจส่งผลต่อการพัฒนาพันธุ์ใหม่และความสามารถในการแข่งขันกับผู้ผลิตจากต่างประเทศ
กองคุ้มครองพันธุ์พืชรายงานว่า ระบบการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามกฎหมายมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์สายพันธุ์พืชที่มีคุณภาพ โดยเปิดโอกาสให้นักปรับปรุงพันธุ์พืชทุกกลุ่มเข้ามายื่นขอรับความคุ้มครองได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักปรับปรุงพันธุ์อิสระ รวมถึงเกษตรกรในท้องถิ่น
ปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศกำหนดชนิดพันธุ์พืชใหม่ที่สามารถยื่นขอรับการคุ้มครองแล้วมากกว่า 107 ชนิด ครอบคลุมทั้งพืชไร่ พืชสวน ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ และไม้เศรษฐกิจ อาทิ
สำหรับการพิจารณาให้สิทธิคุ้มครอง สายพันธุ์พืชที่ยื่นขอจดทะเบียนจะต้องผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์สำคัญ 4 ประการ ได้แก่
ในส่วนของสิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย กฎหมายได้กำหนดกรอบระยะเวลาการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไว้เป็น 3 ระดับตามประเภทของพืช ได้แก่ 12 ปี 17 ปี และสูงสุดถึง 27 ปี เพื่อให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์อย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการเกษตรของไทย ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักวิจัยตลอดจนนักลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรและเมล็ดพันธุ์