พร้อมชู 4 โมเดลนำร่อง การขับเคลื่อนงานพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาให้แก่ท้องถิ่นเพื่อก้าวสู่ “เจ้าของร่วม” สำหรับการขับเคลื่อนงานวิจัยใน 29 จังหวัด โดยแบ่งพื้นที่ตามประกาศ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีจำนวน 17 จังหวัด และในพื้นที่ขยายผลอีก 12 จังหวัด โดยมีต้นแบบความสำเร็จที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัดในพื้นที่ ดังนี้ (1) “อ่านบ้าน เขียนเมือง” นวัตกรรมการเรียนรู้ฐานสมรรถนะที่ถักทอเข้ากับบริบทท้องถิ่น โดยสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี จังหวัดปัตตานี (2) “Pattani Model” โมเดลความร่วมมือเพื่อยกระดับการอ่านออกเขียนได้ด้วยนวัตกรรม Literacy พหุภาษา โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี (3) “SMART+ I Framework” ที่เชื่อมโยงหลักสูตรศาสนาอิสลาม โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี และ (4) “3DVL” นวัตกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่าน 3D Virtual Lab โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
ในการนี้ หน่วย บพท. มุ่งมั่นที่จะปลดล็อกข้อจำกัดและหนุนเสริมการศึกษาร่วมกับกลไกงานวิจัย เพื่อผลักดันให้พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 เกิดสัมฤทธิ์ผลในทางปฏิบัติ โดยมีหัวใจสำคัญคือ การกระจายอำนาจเพิ่มความคล่องตัวให้แก่สถาศึกษา และเปลี่ยนบทบาทของคนในพื้นที่ทั้งชุมชนและผู้ปกครอง จากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้เกี่ยวข้อง” ให้กลายมาเป็น “เจ้าของร่วม” ในการร่วมออกแบบการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
เมื่อถอดรหัสงานวิจัย ทางรอดจากการบริหารที่รวมศูนย์ในการขับเคลื่อนงานพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาให้แก่ท้องถิ่นข้อค้นพบสำคัญจากการวิจัยที่หน่วย บพท.ให้การสนับสนุนทุนวิจัย พบว่า พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มีบทบาทอย่างยิ่งในการผลักดันให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูหัวก้าวหน้า กล้าคิดและลงมือเปลี่ยนคุณภาพการเรียนรู้ โดยการแก้ไขปัญหาต้องยึดโยงอยู่กับข้อมูลบริบทพื้นที่ 5 ด้าน อันได้แก่ บริบทพื้นที่ สถานการณ์ปัญหาการศึกษา ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เครือข่ายความร่วมมือ และศักยภาพจังหวัด ตัวอย่างที่เด่นชัดคือผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เชิงบวกของโรงเรียนในปัตตานี นราธิวาส และสงขลา โดยมี “ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา” เป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงการหล่อหลอมเป้าหมายและวัฒนธรรมองค์กรใหม่ต้องอาศัย “เวลาและความต่อเนื่อง” พบว่าสถานศึกษาที่มีความมั่นคงของบุคลากรในตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง เช่น โรงเรียนเอกชนในจังหวัดระยอง หรือโรงเรียนของรัฐที่มีการหมุนเวียนโยกย้ายบุคลากรน้อย จะสามารถเห็นพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาเชิงลึกได้เด่นชัดและรวดเร็วกว่าโรงเรียนที่มีการเปลี่ยนตัวบุคลากรบ่อยครั้ง
นอกจากนี้ ดร. กิตติ ได้เปิดเผยถึง 4 ข้อค้นพบสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาเชิงพื้นที่ เพื่อเป็นแนวทางในการปลดล็อกขีดจำกัดและสร้างความยั่งยืนในอนาคต ดังนี้ 1) พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 มีบทบาทสำคัญในการเปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูหัวก้าวหน้าที่เข้าใจปัญหาและอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในพื้นที่ กล้าคิด ร่วมนำเสนอ ออกแบบ และลงมือปฏิบัติการเพื่อเปลี่ยนผ่านคุณภาพการศึกษา ซึ่งการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง การกำหนดโจทย์และเป้าหมายการพัฒนาต้องยึดโยงข้อมูลและบริบทจริง ด้วย Data-driven การกำหนดเป้าหมายต้องตอบโจทย์ตรงจุด 2) การหนุนเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริหารสถานศึกษาและครู ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ 3) บทบาทของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ เป็นกลไกความร่วมมือที่ในฐานะ “พี่เลี้ยง” เชิงพื้นที่ เพื่อส่งเสริมบทบาทของมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นเข้ามาเป็นกลไกหลักในการพัฒนาคนและความรู้ โดยใช้โครงสร้างผ่านการโค้ช (Coach) และฝึกอบรม (Training) ครูอย่างเป็นระบบ เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้บริหาร ครู นักวิจัย และชุมชน และข้อสุดท้าย 4) การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาไม่ได้เกิดจากโรงเรียนเพียงลำพัง แต่คือการสร้างนิเวศการเรียนรู้ร่วมกันของพื้นที่ โดยการเชื่อมโยงครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น สถาบันอุดมศึกษา เอกชน และภาคประชาสังคม เป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้าง “นิเวศการเรียนรู้เชิงพื้นที่” ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพแท้จริง
ผลจากการวิจัย หน่วย บพท. รวพ. ได้เสนอแนวทางการดำเนินงานในระยะถัดไป โดยเสนอให้ผลักดัน พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ให้เกิด “ผลในทางปฏิบัติ” อย่างแท้จริง ตลอดจนขยายผลตัวแบบการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ PLC หรือ Coaching, สนับสนุนบทบาทศึกษานิเทศก์ และยกระดับโรงเรียนที่มีศักยภาพเป็นพื้นที่ต้นแบบ รวมถึงร่วมมือกันบูรณาการระบบข้อมูลและการจัดสรรทรัพยากรการศึกษาของจังหวัดให้กระจายไปสู่เด็กกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดสูงสุด พร้อมส่งเสริม สนับสนุนบทบาทการมีส่วนร่วมของพื้นที่ ชุมชน และผู้ปกครองในการออกแบบและพัฒนา “หลักสูตรท้องถิ่น” โดยส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ให้เป็นพี่เลี้ยงในการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม ยกระดับคุณภาพและการเข้าถึงการศึกษา ผ่านระบบการโค้ช (Coaching) และการอบรม (Training) กับสถานศึกษาและครูในจังหวัด โดยหน่วย บพท. พร้อมเดินหน้าสนับสนุนกระบวนการวิจัยและกลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนให้โมเดลพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาของไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และตอบโจทย์การพัฒนาทุนมนุษย์ระดับฐานรากอย่างแท้จริงต่อไป