นอกจากนี้ การประเมินยังช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นความเสี่ยงของระบบรหัสลับเดิมได้อย่างชัดเจน ผ่านการจัดทำบัญชีรายการ (Inventory) และการวางแผนกลยุทธ์รองรับอย่างเป็นระบบ สร้างความตระหนักรู้และความเชื่อมั่นในระบบนิเวศ เพราะทุกองค์กรล้วนเชื่อมโยงและพึ่งพากัน หากส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อม อาจส่งผลกระทบต่อต่อภาพรวมของระบบนิเวศได้” ดร.อัมพร กล่าว
นายอดิศร นิลวิสุทธิ์ นายกสมาคมส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีไซเบอร์ หรือ CIPAT กล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องระหว่าง CIPAT และ TRIS ในการหารือและผลักดันมาตรฐานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ เมื่อประเด็นเรื่อง Quantum และ Post-Quantum Cryptography (PQC) เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น ทั้ง 2 หน่วยงานจึงต้องการช่วยกำกับดูแล และ ยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยของประเทศให้สูงขึ้น
ความร่วมมือนี้จะผสานความเชี่ยวชาญของ TRIS ในการพัฒนาเกณฑ์ประเมิน (Readiness) เข้ากับเครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญของ CIPAT เพื่อช่วยให้องค์กรที่เข้ารับการประเมินสามารถมองเห็นความเสี่ยงของตนเองได้อย่างชัดเจน รู้ว่าจุดใดต้องเร่งดำเนินการ และสามารถนำผลลัพธ์ไปวางแผนรับมือและยกระดับความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ได้อย่างเป็นระบบ”
ดร.สุรเชษฐ์ สุชัยยะ คณะกรรมการบริหารสมาคมไอเอสซีสแควร์ หรือ ISC2 ได้ให้ความเห็นว่า “สมาคมเล็งเห็นถึงภัยคุกคามในอนาคตจากควอนตัมที่เรียกว่า 'Harvest now, decrypt later' ซึ่งหมายถึงการที่ผู้โจมตีดักเก็บข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ในปัจจุบัน เพื่อรอใช้ Quantum Computer ถอดรหัสในอนาคต ข้อมูลของสถาบันหรือหน่วยงานต่างๆ ก็จะเริ่มไม่ปลอดภัย ทาง CIPAT และ ISC2 Bangkok Chapter ที่อิงตามมาตรฐานสากลอย่าง NIST ของอเมริกา จึงจับมือกันผลักดันและรับรองในเรื่องนี้
ทั้งนี้ จุดประสงค์ของ PQC Readiness คือเพื่อให้องค์กรมีความพร้อมรับมือกับการถอดรหัสของควอนตัม ไม่ให้ถูกถอดรหัสได้ในเสี้ยววินาที หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ Trust หรือความน่าเชื่อถือของทั้งองค์กรและระบบเศรษฐกิจดิจิทัล”