ดังนั้น จึงอาจกล่าวในทฤษฎีการสงครามได้ว่า การเจรจาคือ “สงครามการเมือง” ในอีกรูปแบบหนึ่งนั่นเอง เพราะวัตถุประสงค์ของการเจรจาของขบวนติดอาวุธที่ดำเนินการต่อต้านรัฐนั้น มีความชัดเจนในตัวเองเสมอ คือ“การเอาชนะฝ่ายรัฐบนเงื่อนไขของข้อตกลงทางการเมือง” ไม่ใช่การเจรจาเพื่อยุติการก่อเหตุร้ายอย่างที่ฝ่ายรัฐต้องการ
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าการเจรจาคือ “การสร้างความได้เปรียบทางการเมือง” ที่ฝ่ายรัฐจะถูกกดดันให้ต้องยอมรับเงื่อนไขของขบวนติดอาวุธ ซึ่งก็คือ “ความพ่ายแพ้ทางการเมือง” และความพ่ายแพ้เช่นนี้ เป็นปัจจัยชี้ขาดการสงครามมากกว่าความพ่ายแพ้ทางการทหาร
(บรรดาอดีต “คนเดือนตุลา” ต้องเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี เพราะนี่เป็นหลักการพื้นฐานของทฤษฎีการสงครามของประธานเหมาเจ๋อตุง)
แต่ดูเหมือนฝ่ายรัฐทั้งในบริบทขององค์กร อย่าง สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หรือ ตัวบุคคลที่มีตำแหน่งในรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบด้านความมั่นคง ตลอดรวมถึงคณะบุคคลที่ถูก “อุปโลกน์” ให้ขึ้นเป็นผู้รับผิดชอบงานภาคใต้ จนถึงขั้นมีการเปิดเวทีที่ตั้งชื่ออย่างหรูว่า “แนวทางการปฏิบัติที่เป็นเลิศในการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุข” ที่จัดขึ้นในต้นเดือนมีนาคม ในโรงแรมที่กรุงเทพฯ นั้น น่าจะเชื่อไปในทิศทางที่ว่าการพูดคุยกับ BRN จะเป็นการยุติความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
แต่สิ่งที่เกิดกลับสวนทาง และเห็นถึงการขยายการก่อความรุนแรงอย่างต่อเนื่องของ BRN ( อยากฝาก สมช. ว่า เลิกใช้คำว่า “ความเป็นเลิศ” ได้แล้ว เพราะในมหาวิทยาลัยเลิกใช้คำนี้ไปนานแล้ว เป็นภาษาที่เชยและไม่มีความหมายอะไร !)
ผลที่เกิดจากปฏิบัติการก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง ได้ทำลายสมมติฐานเช่นนั้นของฝ่ายรัฐไปแล้ว และสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อเช่นนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า “ความอ่อนหัด” ทางการเมืองของรัฐบาล (และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง) พวกเขาอาจคาดหวังว่า การเจรจาจะเป็นเครื่องมือในการยุติความรุนแรง
แต่ในความเป็นจริง BRN กำลังใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการบังคับให้รัฐต้องเจรจากับพวกเขา และในอีกด้านก็เป็นความรุนแรงที่กำลังบั่นทอนความน่าเชื่อถือทางด้านความมั่นคงของรัฐบาล ทั้งยังสะท้อนให้เห็นอาการ “หมดสภาพ” ของหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะกับสถานะของกองทัพภาคที่ 4
ดังนั้น ถ้าวันนี้มีการตั้ง “หัวหน้าคณะพูดคุยฯ” และเตรียมเปิด “โต๊ะเจรจา” แล้ว ก็จะเป็นคำตอบในตัวเองถึง “ความอ่อนแอด้านความมั่นคง” ของฝ่ายรัฐ เพราะการตั้งเช่นนี้จะทำให้ถูกมองในเชิงภาพลักษณ์ว่า เกิดจากการกดดันด้วยการก่อการร้ายของกลุ่ม BRN อันมีนัยเท่ากับฝ่ายรัฐ“แพ้การเมือง” ตั้งแต่ยังไม่เจรจา
วันนี้ รัฐบาล สมช. และคณะบุคคลที่ถูกอุปโลกน์กันขึ้นมานั้น ควรต้องตระหนักว่า รัฐไทยไม่ได้เจรจากับกลุ่มติดอาวุธ BRN บน “ทุ่งลาเวนเดอร์” แต่เป็นการเจรจาอยู่บนสนามรบ ที่มีชีวิตของพี่น้องประชาชน และชีวิตเจ้าหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเดิมพัน
… อยากขอให้รัฐบาลและบุคคลที่เกี่ยวข้องเลิก “ฝันหวาน” และมองความเป็นจริงกับการก่อการร้ายและก่อความไม่สงบของ BRN ให้มากขึ้น เพื่อแสวงหาหนทางในการแก้ปัญหา ที่อาจจะไม่จำเป็นต้อง “เป็นเลิศ” อย่างชื่อเวทีเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้ แต่เป็นหนทางที่มียุทธศาสตร์และทิศทางกำกับ เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้จริง
- หมายเหตุผู้เขียน: ผมไม่เคยปฏิเสธการเจรจาเพื่อแสวงหาลู่ทางในการสร้างความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ทฤษฎียุทธศาสตร์สอนเสมอว่า การเจรจาที่เริ่มจากความอ่อนแอ และไร้ทิศทางที่ชัดเจนนั้น คือ ความพ่ายแพ้ที่ไม่น่าให้อภัย เพราะเงื่อนไขเช่นนั้นเป็นความพ่ายแพ้ในตัวเองตั้งแต่ก่อนการเจรจาจะเริ่มต้นเสียอีก !