“ดังนั้นพรรคการเมืองเป็นสถาบันที่จะขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวและสร้างชาติที่มีความเข้มแข็งภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การประชุมชี้แจงพรรคการเมืองครั้งนี้จึงมีความสำคัญเนื่องจากเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจและเป็นการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง สส. ให้กับพรรคการเมืองโดยมุ่งเน้นให้พรรคการเมืองปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ตลอดจนการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด” นายแสวง กล่าว
นายแสวง กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้ประชุมเหมาะกับสถานการณ์บ้านเมือง กำลังถึงช่วงที่เป็นจุดตัดสิน หลังการยุบสภา จึงมี 2 เรื่อง การดำเนินกิจการของพรรคการเมืองและการเตรียมความพร้อมของพรรคการเมือง ตามกฎหมายที่พรรคจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย การเป็นสมาชิกพรรคและการส่งผู้สมัคร ซึ่งพรรคการเมืองจะได้แลกเปลี่ยนกับสำนักงาน กกต. ให้คำปรึกษาครั้งสุดท้ายก่อนลงสนาม จะทำให้ข้อผิดพลาดให้เกิดความกระจ่างในทางปฏิบัติ
“ในช่วงสองเดือนต่อไปจะเจอครั้งแรกกับพรรคการเมืองที่มีการเลือกตั้ง สส. เหตุการณ์ทั่วไปกับประชามติเพราะ ครม. ส่งมาเมื่อวาน จากนี้ไปเริ่มประชามติจะเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองอยู่บ้าง ถึงจะเป็นเรื่อง ครม. เป็นประเด็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญกำหนดกติกา ของการอยู่รวมกัน และเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ยังไงไม่พ้นกับการเมือง 2 เรื่อง เกี่ยวเนื่องจนถึงวันเลือกตั้งต้องรอดูว่าประชามติจะตรงกับวันอะไร อำนาจวันประกาศประชามติเป็นอำนาจ ครม.” นายแสวง กล่าว
นายแสวง กล่าวว่า มี 3 กิจกรรมคือ เลือกตั้ง อบต. 11 ม.ค.69 และ เลือกตั้ง สส. 8 ก.พ.69 และ ประชามติ ต้องดูว่า ครม. จะประกาศวันใดต้องรออีก 15 วัน ที่นายกรัฐมนตรีจะประกาศวันประชามติจากนั้น กกต. จะเริ่มดำเนินการ อาจจะตรงหรือไม่ตรงกับ วันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ก็เป็นได้ ซึ่งประชามตินำไปใช้หาเสียงได้ แต่ขึ้นเวที แสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยพูดเนื้อหาประชามติเท่านั้นไม่สามารถหาเสียงได้ ซึ่งในประเด็นนี้หากมีข้อสอบถาม สำนักงาน กกต. จะได้ชี้แจง กล่าวย้ำสำนักงาน กกต. พร้อมเป็นผู้สนับสนุนพรรค ให้ทุกพรรคดำเนินกิจการการเมืองได้อย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ พบว่าพรรคการเมืองที่ได้รับเงินอุดหนุนประจำปี 2569 มากที่สุด 5 อันดับจากพรรคการเมือง 71 พรรค
-อันดับที่ 1 พรรคประชาชน ได้รับวงเงิน 96,782,667 บาท
-อันดับ 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้รับวงเงิน 13,114,163 บาท
-อันดับ 3 พรรคเพื่อไทย ได้รับวงเงิน 12,202,628 บาท
-อันดับ 4 พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับวง 10,031,256 บาท
-อันดับ 5 พรรคไทยสร้างไทย ได้รับวงเงิน 3,926,488 บาท