เนชั่นทีวี

การเมือง

สอนมวยรัฐบาล.. เปิดลิสต์ "ทำได้แต่ยังไม่ทำ" - ไทยเพลี่ยงพล้ำ "กัมพูชา"

20 พ.ย. 2568

สอนมวยรัฐบาล.. เปิดลิสต์ "ทำได้แต่ยังไม่ทำ" - ไทยเพลี่ยงพล้ำ "กัมพูชา"

สอนมวยรัฐบาล.. เปิดลิสต์ "ทำได้แต่ยังไม่ทำ" - ไทยเพลี่ยงพล้ำ "กัมพูชา" ซ้ำซาก หนุนไอเดียตั้ง "ทูตพิเศษปราบสแกมเมอร์" เดินสายทั่วโลก ได้เวลา "ชิงพื้นที่สื่อระดับโลก"

20 พฤศจิกายน 2568 ท่านทูตพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เนชั่นวิเคราะห์ข่าว” ในประเด็นน่าสนใจ และน่าจะตรงใจคนไทยผู้รักชาติจำนวนมาก นั่นก็คือ…

 

 

สอนมวยรัฐบาล.. เปิดลิสต์ "ทำได้แต่ยังไม่ทำ" - ไทยเพลี่ยงพล้ำ "กัมพูชา"

 

 

ยังมีอีกหลายเรื่องหลายอย่างที่รัฐบาลอนุทิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ทำ ทั้งๆ ที่สามารถทำได้ทันที ส่งผลให้ในสถานการณ์แบบนี้ ไทยกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบกัมพูชาอยู่ร่ำไป ทั้งในสงครามข้อมูลข่าวสาร และการช่วงชิงความได้เปรียบในเวทีระหว่างประเทศ

 

ท่านทูตพิศาล แยกแยะและตั้งข้อสังเกตในแต่ละประเด็นเอาไว้อย่างชัดเจน

 

 

 

ทำถูก แต่... “ทำไม่ถึง”

// สภาพปัญหา //

- นโยบายต่างประเทศของรัฐบาล แม้จะดำเนินการ "ถูกขั้นตอน" แต่ก็ยังไม่ถึงจุดที่เรียกว่า "เชิงรุก“ ซึ่งจำเป็นมากในโลกยุคปัจจุบัน ทำให้ช้ากว่ากัมพูชาทุกเรื่อง

- สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการยึดติดกับระบบราชการมากเกินไป ทำให้พลาดโอกาสในการสร้างความได้เปรียบและปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้อย่างเต็มที่

สรุปแบบภาษาง่ายๆ คือ ”ทำถูก แต่ทำไม่ถึง

 

2 ปม เหยื่อคือ “ไทย” ต้องขยายสู่เวทีโลก

// ข้อเสนอ //

ท่านทูตพิศาล ระบุว่า เราควรรุกตอนที่เราได้เปรียบ โดยเฉพาะ 2 เรื่องสำคัญที่เราตกเป็นเหยื่ออยู่ในขณะนี้ คือ

1.มีทหารได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และ

2.กัมพูชาเป็นศูนย์กลางคอลเซ็นเตอร์ของโลก

“ทั้งโลกไม่เห็นด้วยกับสองประเด็นนี้ แต่เรารุกแค่ทำหนังสือ บรรยายสรุป แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นการกระทำที่ถูกต้อง แต่น้อยเกินไป เทียบกับอีกฝ่าย (กัมพูชา) ทำไม่หยุด หลังจากวางระเบิดทหารของเราแล้ว ยังจัดฉากซุ่มโจมตีเพื่อให้เรายิงกลับ แล้วก็สร้างภาพความเสียหายกับพลเรือน มีคนที่ได้รับบาดเจ็บ”

“สถานการณ์แบบนี้ เมื่อประชาคมต่างประเทศซึ่งอยู่ห่างไกลได้ฟังข่าวทั้งสองข้าง จะมีความรู้สึกว่าทั้งสองฝ่ายละเมิดทั้งคู่ ทั้งที่ความจริงไทยถูกละเมิดฝ่ายเดียว ฉะนั้นถ้าทำให้โลกเห็นไม่ได้ว่าเราเป็นเหยื่ออยู่ฝ่ายเดียว ก็แปลว่าเรายังรุกได้ไม่ดีพอ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือกว่ากัมพูชา และนายกฯอนุทิน ก็เข้าถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับความสนใจจากทรัมป์ในการประชุมสุดยอดทั้งอาเซียน และเอเปคที่ผ่านมา”

 

 

เปิดลิสต์ประเทศที่ต้องบินไปจับเข่าคุย-สกัดกัมพูชา

ข้อเสนอของ ท่านทูตพิศาล คือให้ปรับกลยุทธ์ และยุทธศาสตร์ใน 3 เรื่อง คือ

 

หนึ่ง เปลี่ยนผ่านจากการทูตแบบตั้งรับเป็นแบบ "จู่โจม"

- ยกระดับการทำงานจากการสื่อสารผ่าน ”เอกสาร“ หรือ ”ส่งหนังสือ“ ไปสู่การดำเนินการเชิงรุกที่เข้าถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง เช่น บินไปพบ ขอเข้าไปหารือ ทั้งประธานในเรื่องนั้นๆ ในห้วงเวลานั้นๆ รวมถึงตัวแทนประเทศที่เกี่ยวข้อง

- ไม่ต้องรอรอบประชุม เช่น คณะทำงานตามอนุสัญญาออตตาวาที่จะประชุมผู้แทนรัฐภาคีตามรอบ นัดต่อไปต้นเดือน ธ.ค. ควรมีตัวแทนประเทศไทยบินตรงไปหาเลย เพราะการส่งหนังสือไป แล้วรอประชุมตามรอบ ถือว่า ”ไม่เพียงพอ“

- รัฐบาลต้องเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์ "บินไปหา" โดยผู้นำหรือผู้แทนระดับสูงต้องเดินทางไปพบกับผู้มีบทบาทสำคัญ หรือไปชี้แจงต่อองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การสหประชาชาติ เพื่อกดดันเรียกร้องให้บรรจุปัญหาของไทยเป็นวาระเร่งด่วน

“ถ้าเรารอรอบประชุม เราก็จะเป็นเพียง 1 ประเทศในที่ประชุม ซึ่งที่ประชุมต้องมีการหารือเรื่องอื่นๆ อีก แต่ถ้าเราเดินสายกับประธาน และประเทศหลักของการประชุมนั้นก่อน เวลาอยู่ในห้องประชุม จะมีผู้แทนพูดสนับสนุนก่อนไทยพูดเองเสียอีก แต่ถ้าไปประชุมโดยไม่ได้เดินสายคุยก่อน แค่ส่งหนังสือไป ย่อมไม่เกิดผล เพราะต้องเข้าใจว่าประเทศเหล่านั้นก็ได้รับหนังสือจากกัมพูชาด้วยเช่นกัน”

- ประเทศที่ผู้แทนระดับสูงของไทยควรบินไปพบ คือ มาเลเซีย ซึ่งเป็นสักขีพยานและมีบทบาทในการแก้ไขข้อพิพาทไทย-กัมพูชา, ฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังจะรับไม้ต่อเป็นประธานอาเซียนในปีหน้า รวมถึงเวียดนาม เพราะรู้จัก “ฮุนเซน” ดีที่สุด ควรขอคำปรึกษาหารือ และวิธีการกดดันให้กัมพูชาทำตามความตกลง

“หากรัฐมนตรีไปด้วยตัวเอง จะทำให้ประเทศเหล่านี้รับทราบแผนการของฝ่ายกัมพูชาที่มีแต่เรื่องโฆษณาชวนเชื่อ จะได้เห็นตัวอย่างชัดเจนของหลักฐานที่นำไปแสดง” อดีตทูตไทยประจำสหรัฐฯ ระบุ

 

สอนมวยรัฐบาล.. เปิดลิสต์ "ทำได้แต่ยังไม่ทำ" - ไทยเพลี่ยงพล้ำ "กัมพูชา"

 

 

หนุนไอเดียตั้ง “ทูตพิเศษปราบสแกมเมอร์” เดินสายทั่วโลก

สอง หากพิจารณาในบริบทของการปราบสแกมเมอร์ ผู้แทนรัฐบาลไทยควรบินไปขอความร่วมมือ หรือชักชวนให้ประเทศหลักๆ มาเป็นแนวร่วมกับไทย ได้แก่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้เสียหายสำคัญจากปัญหานี้ รวมถึงสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ที่อายัดทรัพย์เครือข่ายปรินซ์กรุ๊ป โดยไทยควรแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการประสานข้อมูล แล้วนำมาจัดการ

- รัฐบาลต้องแสดงความจริงจังกว่านี้ ทั้งบทบาทของรัฐบาลเองในกรอบที่ทำได้ เหมือนเกาหลีใต้ที่เปิดเกมรุกทันทีที่พลเมืองของเกาหลีเสียชีวิต แต่ของไทย มีข่าวคนไทยเสียชีวิตไป 5 คนไทยแล้ว แต่รัฐบาลยังสื่อสารเรื่องนี้น้อยมาก

- ปฏิรูปการจัดประชุมนานาชาติเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หรือสแกมเมอร์ เพราะวันนี้ข่าวที่ออกมา มีแค่ไทยกำลังจะจัดการประชุมนี้ ในวันที่ 17-18 ธ.ค. โดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้สื่อสาร แล้วก็ไม่มีอะไรขยายต่อ แบบนี้ถือเป็นการทำตามระบบราชการแบบเดิม ทั้งๆ ที่เราประกาศเรื่องนี้มาตั้งแต่ประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค กว่า 2 สัปดาห์มาแล้ว แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีรายละเอียดอะไรเพิ่มเลย

“ข้อมูลที่ทั่วโลกต้องการรู้ กลับยังไม่มีความชัดเจน เช่น ใครจะเป็นประธานการประชุม ไทยจะเชิญใครมาร่วมบ้าง ใครจะเป็นผู้กล่าวปาฐกถาหลัก ผู้แทนของประเทศที่มาร่วมมีน้ำหนักแค่ไหน เป็นระดับรัฐมนตรีหรือไม่ หรือเป็นเจ้าหน้าที่เท่านั้น”

“ในเรื่องนี้ผมสนับสนุนข้อเสนอของพรรคประชาชนที่ให้ตั้ง ‘ทูตพิเศษด้านการปราบคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์’ ขึ้นมา จะได้มีตัวแทนของประเทศที่ชัดเจน สามารถเดินสายหาความร่วมมือและการสนับสนุนจากประเทศหลักที่ลงมือจัดการปัญหาสแกมเมอร์ไปแล้ว เพื่อประสานกับสิ่งที่เราทำ สะท้อนความจริงใจ และจะส่งผลต่อเนื่องให้ประเทศเหล่านั้นให้ความสำคัญ ส่งรัฐมนตรีมาประชุมกับเรา”

“สิ่งที่ควรทำคือ การเลือกประเทศที่เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาจริงๆ เข้ามาร่วมมืออย่างจริงจัง แทนที่จะเชิญประเทศต่างๆ กว่า 30-40 ประเทศมาเข้าร่วมประชุมเพียงเพื่อจะได้เอกสารรับรองการประชุมเท่านั้น”

“สำหรับรัฐมนตรีของเรายังควรบินไปวอชิงตัน ดี.ซี. คุยกับ มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ขอให้สหรัฐฯกดดันกัมพูชา เรื่องการละเมิดอธิปไตยของไทย และเรื่องแก๊งสแกมเมอร์ นอกจากนั้น รัฐมนตรีของเรายังควรไปนิวยอร์ค ไปพบประเทศที่เป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงของเดือนนี้ เดือนหน้า ต้นปีหน้า ควรไปอังกฤษ เพราะเล่นงานกัมพูชาที่เป็นฮับสแกมเมอร์อย่างชัดเจน”

 

 

ได้เวลา “ชิงพื้นที่สื่อระดับโลก”

สาม การใช้สื่อกระแสหลักระดับโลกให้เป็นประโยชน์กับไทย

โดยเมื่อไทยส่งผู้นำหรือผู้มีอำนาจบินไปคุยกับประเทศต่างๆ แล้ว ก็ควรประสานเพื่อออกสื่อของประเทศนั้นๆ หรือสื่อกระแสหลักระดับโลก อย่าง ซีเอ็นเอ็น บีบีซี หรือ ฟ็อกซ์นิวส์ ซึ่งทรัมป์ต้องดูแน่นอน เพื่อให้ปัญหาและข้อมูลของไทยไปอยู่ในสื่อระดับโลก ซึ่งปัจจุบันยังมีน้อยมาก

“ถ้าคนไปถ้าเป็นรัฐมนตรีที่มีความสามารถด้านภาษาและสาระได้ไปออกสื่อระดับโลก ไปญี่ปุ่นก็ไปออกนิเคอิ ไปสิงคโปร์ก็ไปออก สเตรทไทม์ ไปจีนก็ออก ซีซีทีวี แบบนี้จะสะท้อนข้อเท็จจริงของไทยสู่เวทีโลกได้”

 

 

ดูคลิป

 

 

 

ช่อง youtube

เช็คลิสต์ “ทำได้แต่ไม่ทำ” ไทยช้ำพ่ายเกมเขมร | เนชั่นวิเคราะห์ข่าว | NationTV22