"เพื่อไทย" ช้ำ เทรนด์อาจ "ต่ำกว่า 100 ที่นั่ง" ปัญหาที่จะยัง "แก้ไม่ตก" ให้ทันการเลือกตั้งในปีหน้า
20 พ.ย. 2568 | natthanan_chu

"เพื่อไทย" ช้ำ เทรนด์อาจ "ต่ำกว่า 100 ที่นั่ง" ปัญหาที่จะยัง "แก้ไม่ตก" ให้ทันการเลือกตั้งในปีหน้า
การเมือง
20 พ.ย. 2568 | natthanan_chu

"เพื่อไทย" ช้ำ เทรนด์อาจ "ต่ำกว่า 100 ที่นั่ง" ปัญหาที่จะยัง "แก้ไม่ตก" ให้ทันการเลือกตั้งในปีหน้า
20 พฤศจิกายน 2568 อาจารย์ กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ ซึ่งพำนักในสหรัฐอเมริกา แต่จบการศึกษารัฐศาสตร์ จุฬาฯด้วย มองปัญหาของเพื่อไทยทั้งในมิติ อินไซด์-เอาท์ และ เอาท์ไซด์-อิน ขณะนี้ว่า
พรรคเพื่อไทย มีปัญหาที่จะยังแก้ไม่ตกทันการเลือกตั้งในปีหน้า โอกาสที่จะเป็นอันดับหนึ่งเป็นผู้นำในการก่อตั้งรัฐบาลมีน้อยมาก เทรนด์อาจต่ำกว่า 100 ที่นั่ง
สิ่งที่ท้าทายคือ
1)ทักษิณ คือ “คุณอนันต์โทษมหันต์”
พรรคเพื่อไทยถูกมองว่า “เป็นคล้ายกับบริษัทของตระกูลชินวัตร” ซึ่งการตัดสินใจขั้นสูงสุดอยู่ที่บุคคลคนเดียว
จากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมาซึ่งพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งนั้นก็ยังต้องใช้วิธีการอ้างว่าทักษิณสั่งการมาจากต่างประเทศและเป็นไอเดียของผู้นำที่เป็นอัจฉริยะซึ่งมีผู้ศรัทธามากมาย
เมื่อทักษิณไม่อยู่ในตำแหน่งเป็นทางการ จำเป็นจะต้องมีคนใดคนหนึ่งที่เป็น“นามสกุลชินวัตร”
อยู่ในระดับบริหารสูงสุดอย่างน้อยในตำแหน่งที่ 1-3 เพราะหากไม่มีคนที่เป็นสายเลือดของทักษิณ ชินวัตร จะทำให้ผู้ที่ศรัทธาอย่างเหนียวแน่นมาในอดีตจนเหลือบางลงในปัจจุบันนั้น หยุดการสนับสนุนและหันไปเลือกพรรคการเมืองอื่น
ปัจจุบัน “ทักษิณเจอมรสุมรุมเร้าเรื่องคดีต่างๆและถูกจำกัดอิสรภาพ” จึงทำให้สั่งการและควบคุมนโยบายและการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ต่างๆไม่ได้ผล
การเลือกตั้งที่จะมาถึง ก็ยากที่จะมีอิสรภาพออกมาช่วยบัญชาการในการหาเสียง และพบปะประชาชนด้วยตนเอง แฟนคลับต่างๆที่เลื่อมใสศรัทธา “ลัทธิทักษิณ” นั้นก็อายุมากขึ้นและลดจำนวนลง
ส่วนผู้เลือกตั้งมีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งรุ่นหนุ่มสาวนั้นก็ไม่รู้จักทักษิณเลย เช่น
ในปัจจุบัน เยาวชนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าเขาคือใคร
2)กระแสชาตินิยมเป็นพิษ
ปัจจุบันกระแสชาตินิยมกำลังพุ่งแรงและไม่มีทีท่าว่าจะลดลงก่อนการเลือกตั้ง
พรรคเพื่อไทยถูกกล่าวหาว่าคือเหตุแห่งการเสียเกียรติภูมิของประเทศและเป็นอันตรายต่ออธิปไตย จากกรณีความกัมพูชาและความสัมพันธ์กับตระกูลฮุน
กลายเป็นความหวาดระแวงของสังคม ซึ่งยากที่จะเปลี่ยนทัศนคติได้ และอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี หรือจนกว่าผู้นำเผด็จการของกัมพูชาลงจากอำนาจไประยะหนึ่งแล้ว
พรรคภูมิใจไทยได้ประโยชน์จากการย้ายของนักการเมืองบางกลุ่มที่เลือก ‘ทิ้งเพื่อไทยไปทำเพื่อชาติ‘ โดยเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยมีจุดขายคือความรักชาติและสถาบัน
3)อำนาจเก่าไม่ไว้วางใจทักษิณอีกต่อไป
คดีชั้น 14 เป็นเรื่องที่สำคัญในระดับต้นต้นที่ทำให้รัฐพันลึก Deep State คิดว่ากระบวนการยุติธรรมและกฎหมายต่างๆถูกละเมิดอย่างชัดเจน
ซึ่งแสดงว่าทักษิณมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงมาก พร้อมที่จะใช้สิทธิพิเศษต่างๆ เมื่อตนเองรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองได้ ซึ่งหากไม่รีบจัดการ ควบคุมอำนาจของทักษิณ ก็จะเป็นความสุ่มเสี่ยงของ Deep State
เมื่อทักษิณถูกจำคุกโดยเกี่ยวพันกับคดีนี้ และศาลรัฐธรรมนูญตัดสินปลดและประณามแพทองธาร จึงทำให้ดูคล้ายว่าดีลของอำนาจรัฐกับทักษิณนั้นถูกยกเลิกไปแล้วโดยปริยาย หรือไม่ได้มีความมั่นคงของดีลจริงอย่างที่เชื่อกันมานาน
ส่วนในอดีตย้อนหลังไปปี 2566 ซึ่งรัฐพันลึก Deep State ใช้ทักษิณเป็นคีย์แมน กีดกันไม่ให้พรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น ก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้บริการนั้นอีก เนื่องจากมีภูมิใจไทยเป็นพรรคเดียวที่มีแววว่าจะพอสู้กระแสความนิยมของพรรคประชาชนได้
4)ขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์
การฉีกเอ็มโอยูและข้ามขั้วในปี 2566 ทำให้สมาชิกของพรรคที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยปลีกตัวออกไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้น
ปัจจุบัน สส.บางส่วนเริ่มทยอยลาออกไปสังกัดพรรคอื่น และ สส.อาวุโสบางคนที่ลาออกเพราะไม่พอใจการบริหารงานของพรรค
ส่วนทีมบริหารปัจจุบันนั้นยังดูคล้ายกับเป็น “ทีมชั่วคราว” และยังไม่มีคนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าพวกเขาเหล่านี้มีอิสรภาพในการตัดสินใจการบริหารอย่างเบ็ดเสร็จโดยที่ไม่มีการกลั่นกรองและอนุมัติขั้นสุดท้ายจากทักษิณ
ทีมชั่วคราวในปัจจุบันซึ่งเชื่อว่าจะมีการปรับก่อนการเลือกตั้งคือ
หัวหน้าพรรค - จุลพันธ์
เลขาฯพรรค - ประเสริฐ
ประธาน กก.ยุทธศาสตร์ - จาตุรนต์
หัวหน้าครอบครัว - แพทองธาร
ผอ.เลือกตั้ง - สุริยะ
อดีต ผอ.ครอบครัว - ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ผู้นำจิตวิญญาณ - ทักษิณ
แคนดิเดตนายกฯ - (ข่าวลือ) วราวุธ / พ.ต.อ.ทวี / ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ / ณัฐพงษ์ คุณากรวงษ์ / สุริยะ / โฟม-พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ (ปฏิเสธแล้ว)
5)ความเปราะบางของโครงสร้างอำนาจภายในพรรค
ความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้บริหารรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่สั่งสมมาหลายปี
รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำกับฐานเสียงในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยเหนียวแน่นนั้นเริ่มลดน้อยลง การถูกชิงพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ของพรรคก้าวไกล
การเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5 ที่พ่ายแพ้ต่อพรรคภูมิใจไทยเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้
ปัจจุบันการหยั่งเสียงประชามติในภาคอีสานและภาคเหนือซึ่งเป็นฐานหลักในอดีตนั้นคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยน่าเป็นห่วงมาก
นักการเมืองอาชีพแบบบ้านใหญ่และต้องใช้กระสุนโดยความเป็นคนกว้างขวางในพื้นที่มีคนรู้จักมากและมีผลประโยชน์ต่างๆเริ่มระแวงว่า “ไม่สามารถจะพึ่งพาทรัพยากรของพรรคได้ และจะหวังพึ่งแบรนด์ของพรรคเพื่อไทยเพื่อเป็นรัฐบาลต่อไปเหมือนในอดีตไม่ได้อีกแล้ว”
ส่วนนักการเมืองที่มีอุดมการณ์และหวังกระแสโดยไม่เน้นกระสุนนั้นก็เริ่มระแวง เนื่องจาก
พรรคที่เคยมีอัตลักษณ์ชัดเจนว่าคือพรรคของคนชั้นล่าง-ชาวชนบท-ผู้ถูกทอดทิ้ง ไม่ใช่เป็นพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป
6) ไม่มีจุดขาย บริหารพรรคไม่ทันกับยุคสมัย
พรรคเพื่อไทยถูกมองว่า “ประชาธิปไตยก็ไม่ใช่และอนุรักษ์นิยมก็ไม่เชิง”
กลายเป็นพรรคการเมืองที่ขาดความชัดเจน จึงทำให้
“สูญเสียความเป็นอัตลักษณ์ด้านประชาธิปไตยให้กับพรรคประชาชน
และด้านอนุรักษ์นิยมให้กับพรรคภูมิใจไทย”
ส่วนเรื่องความสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก็ไม่สามารถทำได้จริง
โดยพลาดโอกาสทั้งรัฐบาลเศรษฐาและแพทองธาร
สังเกตจากเว็บไซต์ของพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีการอัปเดต
การสมัครเป็นสมาชิกทางเว็บไซต์ทำยากมากและขาดความสะดวก และไม่มีการเปิดรับเงินบริจาคเช่นพรรคประชาชนเป็นต้น
ซึ่งวันนี้ เว็บไซต์ยังไม่เปลี่ยนแปลง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ มีการพูดถึง Digital Wallet
“โครงการต่อเนื่องที่รัฐบาลดำเนินการตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาล โดยดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วในระยะที่ 1 คือในกลุ่มเปราะบางและคนพิการ การเติมเงินเข้ากระเป๋าคนไทย 14 ล้านคน ได้รับเงินสดในไตรมาสที่ 4 จะเกิดการกระตุ้นให้ GDP ไทยในไตรมาส 4 โตเกิน 3% แน่นอน โดยในปี 2568 จะดำเนินการต่อเพื่อเติมเงินเข้ากระเป๋าคนไทยอย่างต่อเนื่อง”