รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดต่อไปยังนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา 2 ครั้ง เพื่อประท้วงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้ยื่นหนังสือประท้วงผ่านสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทยแล้ว และจากนี้จะยื่นหนังสือตามช่องทางอนุสัญญาออตตาวาถึงประเทศญี่ปุ่น ที่จะเป็นประธานการประุมรัฐภาคีออตตาวา สมัยที่ 22 ในวันที่ 1-5 ธันวาคมนี้ รวมถึงจะชี้แจงต่อเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน รวมถึงสหรัฐอเมริกาในฐานะพยาน พร้อมจะนำคณะผู้สังเกตการณ์ AOT ลงพื้นที่เร็ว ๆ นี้ด้วยเช่นกัน
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังเปิดเผยถึงคำถามที่คณะทูตได้สอบถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงแนวทางการดำเนินการของไทย ต่อท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ หลังการประชุม สมช.เมื่อวานนี้ (11 พ.ย.) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำว่า ประเทศไทยขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการตามความจำเป็น เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพของดินแดนของไทย และจะดำเนินตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ในพื้นที่
ส่วนสถานะของ JD จะถือว่าไทยฉีกทิ้งแล้วหรือไม่นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการระงับ แต่เมื่อคำนึงถึงความรู้สึกสาธารณะชนคนไทยแล้ว รัฐบาลยังไม่แน่ใจว่า จะสามารถคงสถานะระงับไว้ได้นานเพียงใด ซึ่งขึ้นอยู่กับท่าทีฝ่ายกัมพูชาว่า จะตอบสนองอย่างไรต่อข้อเรียกร้องของไทย และไม่มีประเทศใดแสดงความไม่เห็นด้วยกับการระงับ JD ของไทย ซึ่งทุกประเทศแสดงความเข้าใจ แม้จะมีข้อห่วงกังวล ที่ไม่อยากให้สถานการณ์เพิ่มระดับความรุนแรงขึ้น
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังยืนยันด้วยว่า การระงับ JD ดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบต่อการปราบปรามเครื่อข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา เพราะที่ประชุม สมช.ย้ำแล้วว่า มาตรการใดที่ไทยสามารถดำเนินการเพียงฝ่ายเดียวได้ หรือร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ได้ เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามสแกมเมอร์ ก็จะยังคงดำเนินการต่อไป ซึ่งในเดือนธันวาคมนี้ จะยังคงจัดการประชุมนานาชาติในการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นผลจากการประชุมอาเซียน และเอเปค โดยประเทศไทยกำลังดำเนินการกับประเทศอื่น ๆ เพื่อมาร่วมดำเนินการ ดังนั้น จึงยืนยันว่า นอกจาก จะกำลังดำเนินการอยู่แล้ว ยังจะเข้มข้นด้วย
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังขอให้ประชาชนั่นใจว่า กระทรวงการต่างประเทศ ยังยึดมั่นแนวทางสันติวิธี และรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างรอบด้าน และเต็มกำลัง เพื่อธำรงไว้ซึ่งอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งประเทศไทย คาดหวังให้กัมพูชา รับผิดชอบต่อสถานการณ์ท่เกิดขึ้นอย่างสุจริตใจ สร้างความเชื่อมั่นให้ไทย และโลกได้มั่นใจว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก
ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ จะยื่นประท้วงเพิ่มเติมไปยังประเทศที่ให้การสนับสนุนกัมพูชาตามกรอบอนุสัญญาออตตาวาเพิ่มเติมหรือไม่นั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า ประเทศต่าง ๆ เป็นภาคีอนุสัญญาออตตาวา เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งประเทศไทยได้สื่อสารในฐานะประเทศภาคีไปยังประธานการประชุมรัฐภาคี เพื่อแจ้งสมาชิกรับทราบ และกำลังพิจารณาการส่งหนังสือโดยตรงไปให้กับประเทศที่สนับสนุน ดังนั้น จึงจะมีการดำเนินการควบคู่กันไป
ส่วนในการชี้แจงต่อคณะทูตในวันนี้ (12 พ.ย.) มีปฏิกริยาใดเพิ่มเติมจากสหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย ในฐานะผู้สังเกตการณ์การลงนามระหว่าง JD ไทย-กัมพูชาหรือไม่นั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ได้ติดต่อกับผู้แทนสหรัฐอเมริกา เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว และแสดงความคาดหวังของไทยที่ให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้ติดตามสิ่งที่กัมพูชาควรดำเนินการต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย และมาเลเซีย ได้ส่งผู้แทนระดับสูงทางการทหารมาติดตามเหตุที่เกิดขึ้น และได้พิจารณาดำเนินการใดในสิ่งที่มาเลเซียสามารถดำเนินการได้
ส่วนท่าทีของไทยที่ได้ดำเนินการประท้วงผ่านอนุสัญญาออตตาวาของไทยหลายครั้งแล้ว จะเห็นผลการประท้วงได้เมื่อใด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทางไปร่วมประชุมด้วยตนเองหรือไม่นั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยอมรับว่า เป็นทางเลือกที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกำลังพิจารณา แต่หากไม่เดินทางไปเอง ก็จะมีผู้แทนระดับสูงของไทยเข้าร่วมการประชุมแทน และยังจะต้องพิจารณาวาระการประชุม เพื่อให้เกิดสัมฤทธิผลสูงสุด และกลไกการทำโทษตามอนุสัญญาออตตาวานั้น ตามอนุสัญญา ไม่มีการลงโทษ มีเพียงการประณามรัฐภาคีในที่ประชุม เพื่อให้ประเทศผู้บริจาค ต้องทบทวนว่า จะยังคงให้ความช่วยเหลือต่อไปหรือไม่ และมีสิทธิให้ประเทศคู่กรณีของไทยมาอธิบายข้อเท็จจริง แต่ยืนยันว่า ข้อเท็จจริงของไทยมีความชัดเจน