ส่วนการใช้ดุลพินิจในชั้นอุทธรณ์ เป็นอำนาจของคณะกรรมการ ปปช.โดยกระทำโดยองค์คณะ ถึงมีมติเสียงข้างมากแจ้งให้อัยการไม่อุทธรณ์ตามอำนาหน้าที่
การใช้อำนาจ กมธ.ฝ่ายนิติบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรคสอง บัญญัติให้กิจการ กมธ.ทำหน้าที่สอบหาข้อเท็จจริงหรือการศึกษา ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภาและหน้าที่และอำนาจที่รระบุไว้ในการตั้ง กมธ.และต้องเป็นเรื่องไม่ซ้ำซ้อนกัน โดยมี พรบ.อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2568 เป็นเครื่องมือในการทำงาน ต้องอยู่ในกรอบกฎหมายที่ให้อำนาจ มิได้ให้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ
มิฉะนั้นแล้ว กมธ.จะถูกตราหน้าว่า จะใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำตัวเป็นตัวความเสียเอง สอบข้อเท็จจริงไร้ขอบเขตรุกล้ำสิทธิส่วนตัวเสียเอง จะเป็นผลร้ายต่อ กมธ.เอง ที่ใช้อำนาจไปกลั่นแกล้งบุคคลอื่น เพื่อยึดโยงทำลายล้างไปถึงคุณสมบัติและลักษระต้องห้ามของจ่าเอกยศสิงห์ฯ รัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160(6) ประกอบ มาตรา 98 อาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมได้
พูดภาษาชาวบ้าน คือ ใช้อำนาจ กมธ.ที่ตนมีอำนาจตาม รธน.มาตรา 129 และ พรบ.สั่งเรียกฯ เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบฝ่ายตรงกันข้าม
ต้องถามว่า คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่ตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 มีอำนาจและหน้าที่อะไรกันแน่ แล้วมันเกี่ยวอะไรตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือศึกษาประวัติผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือกระบวนการยุติธรรมทางอาญาหรือไม่ อย่างไร หากไม่มีหน้าที่และอำนาจ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ กมธ.ความมั่นคงฯ กระทบต่อภาพลักษณ์ต่อ กมธ.ความมั่นคงฯ ศรัทธาของพี่น้องประชาชนต่อฝ่ายนิติบัญญัติที่ตั้ง กมธ.ความมั่นคง ในระบบรัฐสภาลดลง เพราะประชาชนทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน การใช้อำนาจตามอำเภอใจจักกระทำไม่ได้ เพราะไปกระทบสิทธิบุคคลอื่น
ส่วนการตรวจสอบการทำหน้าที่รัฐมนตรี เป็นอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ กลไกรัฐธรรมนูญในระบบรัฐสภา ให้อำนาจตรวจสอบและถ่วงดุล แต่การให้นายชุติพงศ์ ฯ สส.ระยอง พรรค ปชน.สัมภาษณ์สื่อในลักษณะเชิงประจาน ในประวัติ คุณสมบัติของรัฐมนตรีก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง เสมือนประหนึ่งว่า เป็นโจรทางการเมือง เป็นผู้ประวัติเสื่อมเสีย ปปช.ชี้มูล มีคดีติดตัว ทำให้พี่น้องประชาชนสับสน ตนขอเตือนว่า นายชุติพงศ์ฯ ไม่ควรกระทำ เป็นการเล่นนอกเกม ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติรับรองให้กระทำได้