รองผู้แทนถาวรไทยฯ ย้ำว่า หมู่บ้านเหล่านี้ในตอนแรก เป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราว สำหรับชาวกัมพูชาที่ลี้ภัยการสู้รบ ซึ่งผ่านการคัดกรองโดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เพื่อรอการตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม แต่หลังจากความขัดแย้งในกัมพูชาสิ้นสุดลงในช่วง และที่พักพิงชั่วคราวได้ปิดตัวลงแล้ว ต่อมากลับมีชาวกัมพูชาบางส่วน เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว และขยายการตั้งถิ่นฐานออกไปอีก ซึ่งแม้ประเทศไทย จะได้ประท้วงรัฐบาลกัมพูชาหลายครั้ง ต่อการรุกล้ำดินแดนประเทศไทย แต่รัฐบาลกัมพูชา กลับไม่เคยตอบสนอง หรือดำเนินการรับผิดชอบใด ๆ ในทางกลับกันไม่นานมานี้ กองทัพกัมพูชา กลับได้ปลุกระดมให้ประชาชนชาวกัมพูชา ทั้งเด็ก สตรี และพระภิกษุสงฆ์ เข้ามาในพื้นที่เพื่อยั่วยุประเทศไทย โดยมีเจตนาเพื่อเพิ่มความตึงเครียดของสถานการณ์ ดังนั้น เหตุการณ์นี้ จึงเป็นการละเมิดอธิปไตย และกฎหมายภายในของประเทศไทยอย่างร้ายแรง ทั้งยังละเมิดพันธกรณีภายใต้กรอบความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ และเป็นหลักฐานแสดงถึงความล้มเหลวของกัมพูชา ในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 4
รองผู้แทนถาวรไทยฯ ยังยืนยันว่า การดำเนินการของประเทศไทย ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักมนุษยธรรมและในฐานะการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ดังนั้น จึงไม่ควรได้รับการตอบแทนจากกัมพูชาในลักษณะเช่นนี้
ประการที่สองเกี่ยวกับเชลยศึกนั้น รองผู้แทนถาวรไทยฯ ย้ำว่า เชลยศึกจำนวน 18 นายถูกจับกุมได้ระหว่างการสู้รบที่กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน อันเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงนั้น ประเทศไทย ขอยืนยันว่า บุคคลเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย ตามหลักมนุษยธรรมอย่างครบถ้วน ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เข้าเยี่ยม และสังเกตการณ์เชลยศึกเหล่านี้เป็นประจำ และอำนวยความสะดวกในการติดต่อกับครอบครัวของเชลยศึกเหล่านี้ พร้อมย้ำว่า การคุมขังเชลยศึกเหล่านี้ ไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกนำตัวกลับไปเข้าร่วมการสู้รบอีก และจะได้รับการปล่อยตัว และส่งกลับประเทศเมื่อการสู้รบสิ้นสุดลง
รองผู้แทนถาวรไทยฯ ยังกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมอีกว่า จนถึงปัจจุบัน กัมพูชายังคงยุยง ปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และพยายามทำให้ประเด็นระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องระหว่างประเทศ แทนที่จะใช้กลไกทวิภาคีที่ได้ตกลงไว้ จึงทำให้เกิดข้อสงสัยในความจริงใจ และความสุจริตใจของกัมพูชาในการทำงานร่วมกับไทย เพื่อให้บรรลุแนวทางที่ตกลงกันไว้
รองผู้แทนถาวรไทยฯ ยังย้ำว่า ความสุจริตใจจากฝ่ายกัมพูชาที่ชัดเจน จะเป็นกุญแจสำคัญต่อการหารือของไทย-กัมพูชาในอนาคต