:: เผยรัฐบาลแต่สยบปัญหา "4 ภัย" ของประเทศ พร้อมเดินหน้าประชามติแก้ รธน.พร้อมวันเลือกตั้ง ::
นายภราดร ยังเปิดเผยนโยบายที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการในระยะเวลา 4 เดือนนี้ว่า จะเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งโดยจะเร่งแก้ภัยใหญ่ 4 ภัยของประเทศทั้ง “ภัยเศรษฐกิจ” ที่รัฐบาลมีแนวทางทำนโยบาย ‘คนละครึ่ง’, “ภัยธรรมชาติ” ที่ในช่วงนี้อยู่ในช่วงฤดูน้ำหลากในภาคเหนือ ซึ่งจะได้รับผลกระทบถึงภาคกลาง และในเดือนหน้าภาคใต้ก็อาจได้รับผลกระทบ จึงจะต้องเร่งป้องกันภัยประชาชน รวมถึง “ภัยความมั่นคง” ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินกาน รวมถึงปัญหาจากรัฐบาลก่อนในการชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา จึงจะต้องเร่งรัดให้เงินถึงมือประชาชนให้เร็วที่สุด และ “ภัยสังคม” ที่รัฐบาลประกาศชัดเจนทั้งการแก้ปัญหายาเสพติด, สแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ ที่จะต้องเห็นผล 4 เดือน รวมถึงเรื่อง MOA ในเรื่อง การเร่งรัดการจัดประชามติให้ได้ ในวันเลือกตั้งทั่วไป และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ซึ่งวานนี้ (24 ก.ย.) ที่พรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภาแล้ว โดยยืนยันว่า ภารกิจภัย 4 ด้าน และภารกิจตาม MOA นี้ รัฐบาล จะต้องเร่งรัดดำเนินการ
ส่วนรัฐบาลได้ข้อสรุปในการจัดการออกเสียงประชามติ พร้อมกับวันเลือกตั้งทั่วไปหลังการยุบสภาฯ แน่นอนแล้วหรือไม่นั้น นายภราดร ชี้แจงว่า ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดให้จัดการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ซึ่งในครั้งที่ 1-2 นี้สามารถทำพร้อมกันได้ ซึ่งรัฐบาล จะทำประชามติครั้งที่ 1-2 ในวันเลือกตั้งทั่วไป แต่หากเกิดอุบัติเหตุของสภา หรือเกิดการยื่นตีความทำให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 สะดุดลงจากผู้ที่ไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยังยืนยันว่า เป็นหน้าที่รัฐบาล ที่จะต้องทำให้การประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1 ให้สำเร็จ ซึ่งอย่างน้อย จะต้องมีการจัดการประชามติครั้งแรกในวันเลือกตั้ง
ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะได้รับความร่วมมือจากวุฒิสภา หรือจำเป็นจะต้องตั้งกรรมาธิการร่วมกันมาพิจารณาเรื่องนี้ร่วมกันอีกหรือไม่นั้น นายภราดร ย้ำว่า รัฐบาลจะต้องพยายาม พร้อมเห็นว่า เมื่อทุกฝ่าย และฝ่ายการเมืองเห็นพ้องต้องกัน ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลเห็นไปในทิศทางเดียวกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่มีเจตนารมณ์เดียวกันในการไปเจรจากับ สว.ให้เห็นคล้อยตาม ซึ่งขั้นตอนการตั้งกรรมาธิการฯ นั้น จะเกิดขึ้นหลังรัฐสภา มีมติรับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในวาระแรกอยู่แล้ว ซึ่งในกรรมาธิการฯ ก็จะมีสัดส่วนจาก สว.อยู่แล้ว และในระหว่างนี้ ก่อนที่ประธานรัฐสภา จะบรรจุระเบียบวาระการประชุม ก็ยังมีเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ที่ทุกฝ่ายสามารถไปหาเสียง สว.มาสนับสนุนได้
นายภราดร ยังกล่าวถึงรูปแบบ สสร.ที่แต่ละพรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ยังมีแนวทางที่ต่างกันว่า ทุกพรรคการเมือง มีเป้าหมายตรงกัน ให้มี สสร.จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาน เพียงแต่วิธีการสู่เป้าหมาย ก็ต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นเกณฑ์ ซึ่งในความแตกต่าง สสร.ก็ยอมรับว่า ระหว่างพรรคร่วมภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ยังมีความแตกต่างกันอยู่ โดยเฉพาะที่มาของ สสร.ซึ่งย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยมีเจตนารมณ์เดิม ที่คล้อยตามพรรคประชาชนที่ต้องการให้ สสร.มาจากประชาชน หรือให้ประชาชนเลือก สสร.โดยตรง แต่หลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ระบุอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นของรัฐสสภา ซึ่งจะมี สสร.ได้ แต่อาจไม่ใช่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทำให้ พรรคภูมิใจไทย ต้องปรับแก้ ไม่ให้ขัดหรือแย้งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนเองก็ยังมีข้อกังวลว่า แนวทางของพรรคประชาชน อาจสุ่มเสี่ยงต่อการขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ประชาชนเลือก สสร.โดยตรง และอาจเป็นช่องมีผู้ร้องศาลรัฐธรรมนูญได้ จึงจะต้องมีการพูดคุยในนั้นกรรมาธิการฯ แต่ยืนยันว่า ในหลักการนั้น ตนเห็นด้วย แต่ก็จะต้องพิจารณาถึงแนวทางปฏิบัติ
:: วอนฝ่ายการเมืองไว้ใจแก้ รธน.ให้สำเร็จ อย่าหวาดระแวงกันมากนัก ::
นายภราดร ยังกล่าวถึงกรณีฝ่ายการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ และกังวลจะได้ สสร.สีน้ำเงิน ทำให้พรรคภูมิใจไทยกินรวบ สสร.ในการแก้รัฐธรรมนูญว่า ในประเด็นนี้ อย่าหวาดระแวงพวกตนเกินไปนัก เพราะหากมีความหวาดระแวงระหว่างกัน จะไม่สามารถเดินหน้าสู่การแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์ เพราะการจะแก้ไข ต้องอยู่บนพื้นฐานความไว้วางใจจากทุกฝ่าย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมี สส. 69 คน, พรรคประชาชนมี 140 คน และพรรคเพื่อไทยมี สส.140 คน หรือถ้าจะหวาดระแวง พรรคเพื่อไทย ก็สามารถจับมือพรรคประชาชนได้ ก็จะมี 240 เสียง หรือพรรคภูมิใจไทย จะไปกับมือกับพรรคเพื่อไทยได้ ก็จะเป็นเสียงส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่พรรคภูมิใจไทย จะกินรวบ สสร.ทั้งหมด และการหวาดระแวง จะเป็นการฉุดรั้งการเดินหน้าสู่การแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน จึงอยากให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
:: ย้ำนโยบายแรกรัฐบาล "คนละครึ่ง" แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ::
ส่วนนโยบายแรก ที่จะเกิดขึ้นหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นนั้น นายภราดร ย้ำว่า นโยบายแรกแรก คือ “คนละครึ่ง” เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และประชาชน มีเสียงตอบรับมากสมควร และนายกรัฐมนตรีประกาศแล้ว จะดำเนินในเดือนตุลาคม ซึ่งน่าจะสามารถทำได้ทันที และนโยบายแรกต่อมา คือ การแก้ปัญหาความมั่นคง ชายแดนไทย-กัมพูชา และการเร่งรัดเงินเยียวยาผลกระทบ ทั้งน้ำท่วม และชายแดนที่ประชาชนต้องอพยพ