เตรียมตัวอย่างดี รู้ว่าต้องเผชิญสถานการณ์เดือด
"สส.ลูกแบด" ยังเปิดเผยด้วยว่า การรับหน้าที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก และต้องมารับศึกหนักกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ต้องอ่านข้อบังคับการประชุมสภาฯ ที่จำเป็นต่อการควบคุมการประชุม และย้อนไปดูการควบคุมการอภิปรายไม่ไว้วางใจในอดีตของประธานสภาผู้แทนราษฎรยุคต่าง ๆ ว่า ผู้ประท้วงมักประท้วงในลักษณะใดบ้าง และดูแนวทางการวินิจฉัยของประธานในอดีต เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ผิดแผกไปจากรัฐบาลอื่น ที่จะมีการอภิปรายทุกปี แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เหมือนน้ำเดือด ไม่มีการระบาย จึงมีความเข้มข้น
ส่วนมีการแบ่งเวรการควบคุมการประชุมระหว่างประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการควบคุมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการพักระหว่างการทำหน้าที่อย่างไรนั้น "สส.ลูกแบด" บอกว่า จะพยายามไม่ให้เกิน 2 ชั่วโมง เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นการทำหน้าที่ที่หนัก เนื่องจากประธานควบคุมการประชุมจะต้องฟังผู้อภิปรายทุกคำพูด จึงจัดเวลา 2 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมงครึ่ง และผลัดเวรกัน
ส่วนต้องเตรียมเครื่องนอนทั้งชุดนอน หมอนหรือมุ้งมาประกอบการทำหน้าที่ด้วยหรือไม่นั้น "สส.ลูกแบด" บอกว่า ตนเองก็เตรียมมาในคืนแรก ทั้งหมอน และผ้าห่ม เพราะเข้าใจว่า จะต้องเลิกการประชุมตี 5 ครึ่ง และเริ่มเวรใหม่ 10 โมง หากต้องเดินทางกลับบ้านจะไม่ได้พักผ่อน จึงได้เตรียมเครื่องนอนมา แต่โชคดีว่า ในคืนดังกล่าวเลิกเพียงตี 2 จึงได้กลับไปพักผ่อน
ภาพความสัมพันธ์ สส.รุ่นใหม่ กับ สส.รุ่นเก๋า
มองความสัมพันธ์ สส.รุ่นใหม่ กับ สส.รุ่นเก๋า เป็นอย่างไร "สส.ลูกแบด" มองว่า สส.รุ่นใหม่ มีเสน่ห์ในการทำหน้าที่ มีเครื่องมือ ค้นหาข้อมูลมากขึ้น เพราะในอดีตที่ตนมาเป็น สส.สมัยแรก การเตรียมข้อมูลการอภิปรายนั้น หาได้ยากมาก จะต้องขอความช่วยเหลือจากสำนักวิชาการ สภาผู้แทนราษฎร แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการค้นหามากขึ้น ข้อมูลจึงมาความเข้มข้นมากกว่าสมัยก่อน เพราะในอดีตความเข้มข้นของเนื้อหาจะอยู่ที่ประมาณ 70 - 80% ส่วนที่เหลือจะเป็นช่วงลีลาการอภิปราย ซึ่งจะเห็นได้ว่า ความดุเด็ดเผ็ดมันในการอภิปรายแตกต่างกัน ปัจจุบันเนื้อหาจะแน่น จึงไม่มีเวลาไปแสดงลีลาอะไรมากนัก
ความหวังอยากเห็นสภาฯเป็นอย่างไร รองประธานสภาคนที่สอง บอกว่า มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เช่น การประชุมในห้องประชุม สามารถพูดคุยเจรจาได้มีประสิทธิภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อน ๆ มีพัฒนาการ ซึ่งตนเป็นวิป จะเห็นการเปลี่ยนแปลง อย่างสมัยนี้ประสานกันได้มากขึ้น เมื่อเทคโนโลยีเติบโตมากขึ้นประสิทธิภาพในการทำงานก็มีมากขึ้นเช่นเดียวกัน
นักการเมืองในดวงใจ
"นายภราดร" เปิดเผยไอดอลทางการเมือง ประธาน หรือรองประธานสภา นอกเหนือจาก "นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" อดีต สส.อ่างทอง และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น"บิดา"ของตนเองว่า มีตัวอย่างอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรหลายคน ทั้งนายชวน หลีกภัย นายชัย ชิดชอบ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นายแพทย์บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ หรือนายมารุต บุญนาค ซึ่งแต่ละคนมีบุคลิกที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนยึดมั่นข้อบังคับการประชุม และรัฐธรรมนูญเป็นหลัก
เผยตัวตนคนชื่อ "ภราดร ปริศนานันทกุล"
ส่วนบุคลิกส่วนตัวจริง ๆ เป็นอย่างไรนั้น เพราะหากพิจารณาจากการทำหน้าที่ในการควบคุมการประชุม ดูมีลักษณะเคร่งขรึมสส.ลูกแบด บอกว่า แล้วแต่หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ แต่ด้วยความตึงเครียดในการประชุม และสถานการณ์ เวลาที่บีบจำกัด ถ้าหย่อนเกินไปจะไม่สามารถทำให้ญัตติที่มีความแหลมคมเข้มข้นเดินหน้าต่อไปได้ จึงต้องบังคับใช้ข้อบังคับการประชุมและรัฐธรรมนูญที่เข้มข้นเหมือนกัน ดังนั้น ตนจึงจริงจังกับหน้าที่ ส่วนไลฟ์สไตล์ส่วนตัว เชื่อว่า ประชาชนทราบดี ไม่ได้เคร่งขรึมเหมือนตอนอยู่บนบัลลังก์การทำหน้าที่
"สส.ลูกแบด" ยังขอบคุณประชาชน ที่ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจตลอด 2 วันที่ผ่านมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งมีความสำคัญสำหรับฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล ประชาชนให้ความสนใจติดตาม ถือเป็นการเติบโตในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งตนเองอยากเห็นการมีส่วนร่วมของประชาชน และเป็นเจ้าของประชาธิปไตย เมื่อประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย อำนาจอื่นที่จะเข้ามายึดครองประชาธิปไตยจะเกิดได้ยากขึ้น
"ผมขอขอบคุณประชาชน ที่ติดตามการทำหน้าที่ของ สส.ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ต้องขออภัยหากบางช่วงในการประชุมทำให้ประชาชนต้องรู้สึกผิดหวัง หรือหงุดหงิดในการทำหน้าที่ การประท้วง ขัดจังหวะการรับฟัง แต่ทั้งหมดเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมที่ให้สิทธิ สส.ประท้วง ทำให้ประชาชนหงุดหงิดบ้าง จึงต้องขออภัยประชาชนด้วย"
ส่วนมีประชาชนสังเกตทำไมสีหน้าสีตาของรองประธานสภาฯดูแข็งๆ นั้น "สส.ลูกแบด" ยอมรับว่า "ไปฉีดโบท็อกซ์ ซึ่งลงมากี่ยูนั้น ผมจำไม่ได้ " ท่านรองประธานสภาฯ กล่าวทิ้งท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ