ด้าน Micael Johansson, CEO, Saab กล่าวว่า สิ่งที่คนไทยจะได้ประโยชน์จากการจากโครงการนี้คือข้อเสนอทางด้าน Tactical data link ที่จะสนับสนุนการขยายขีดความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเหล่าทัพอื่นได้ (IPR) สรุปก็คือให้ลิขสิทธิ์ในการพัฒนา data link และลิงก์ที่เชื่อมโยงไปเรด้าห์ Erieye (อ่านว่า อี-ลี่-อาย) นอกจากนี้มีเรื่องทุนการศึกษาในเฟสที่ 1 จำนวน 9 ทุน จากทั้งหมด 50 ทุน ในด้านของการบินและอวกาศ และเฟสต่อไปก็จะขยายไปยังกลุ่มพลังงานสีเขียว อย่างเช่น ด้านเกษตรกรรม การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ
เมื่อถามว่า R&D Center (Research and Develop Centrt) ที่จะมาดำเนินการในประเทศไทยคนไทยได้ประโยชน์อะไร CEO, Saab บอกว่า เป็นการเพิ่มความสามารถให้เจ้าหน้าที่ไทยในการอัพซอฟต์แวร์ และจะได้พัฒนาลิงก์เอง โดยมี Saab สนับสนุน รวมไปถึงการใช้ AI การใช้เทคโนโลยีในการพัฒนา ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่ง และหลังจากนี้ก็ต้องประเมินต่อไปอีกว่าไทยจะมีศักยภาพมากน้อยแค่ไหนที่จะดำเนินการเพิ่ม ก็จะไปขยายผลต่อ ส่วน R&D Center จะเป็นแห่งแรกใน South East Asia หรือไม่ ก็คงต้องไปดูอีกที เพราะว่ามีหลายประเทศสนใจ Gripen E และอยากมี R&D Center เช่นกันก็ต้องดูว่าจะทำให้ไทยเป็นฮับที่ใหญ่กว่าได้หรือไม่ เพราะเราเคยทำมาแล้วที่บราซิล ซึ่งอยู่ในลาตินอเมริกา และดูเหมือนว่าเราต้องเริ่มทำงานแล้วนอกเหนือจากการผลิตเครื่องบินส่งไทย