นายวิโรจน์ กล่าวว่า การกระทำของ นางสาวแพทองธาร ไม่ใช่เพื่อการหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้มูลค่า 218.7 ล้านบาท แต่นี่เป็นกระบวนท่า ที่ใช้ในการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินภายในจักรวาลชินวัตร เหมือนนวนิยายจีนกำลังภายใน เหมือนนวนิยายจีน ที่เป็นเคล็ดเคลื่อนย้ายจักรวาล
นี่ถือเป็นจงใจใช้ตั๋ว PN เพื่อซุกซ่อนทรัพย์สิน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ซึ่งเข้าข่ายการกระทำผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากร ตามประมวลกฎหมายรัชดากร มาตรา 37 (2) ต้องระวังโทษจำต้องระวังโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 200,000 บาท
เรื่องนี้นักข่าวเคยไปถามกับนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา บอกแต่เพียงว่า
“ช่วยเซฟดิฉันด้วยนะคะ”
วันนี้ แพทองธาร จะต้องตอบคำถามด้วยเอง เพราะเป็นการจัดการทรัพย์สินของตัวเอง แต่หากจะให้คุณพ่อมาช่วยตอบก็เคยแนะนำไปแล้ว ว่าสามารถอนุญาตตามข้อ บังคับได้ ตนก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าสำนักมาชี้แนะจะล้ำลึกแค่ไหน
ขณะเดียวกันยังมองว่า นายกของประเทศไทยมีพฤติกรรมนี้ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น ทั้งนิติกรรมอำพราง หนีภาษีเป็นที่ประจักษ์ คนอย่างแพทองธาร ชินวัตร ทุจริตเป็นที่ประจักษ์ วันๆเสาะหาแต่ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อตักตวงผล ปากที่เคยพูดว่า
“มีกินมีใช้ไปพร้อมกัน แท้ที่จริงแล้วคือการหาช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อให้มีกินกันเฉพาะกงสี อิ่มหมีเฉพาะตระกูล แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯหนีภาษี ไม่มีศักดิ์ศรี ที่จะดำรงตำแหน่งนี้ต่อไปแล้ว ได้เวลาออกไปจากตึกไทยคู่ฟ้า กลับกงสีที่บ้านจันทร์ส่องหล้าไปได้แล้ว”
ทั้งนี้ ในช่วงหนึ่ง นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า นายวิโรจน์ “ไม่รู้สี่ รู้แปด” พูดวกไปวนมา ทำให้นายวิโรจน์ ท้วงกลับว่า นุชนาถ รับจ้างมาประท้วง
ขณะที่ นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประท้วงว่า ประธานควรตักเตือนคำว่า “ทุจริต” พร้อมถามกลับว่าไหนนายวิโรจน์บอกว่า มีลุงไม่มีเรา แต่วันนี้ก็อยู่กับลุงแล้วไม่ใช่หรือ คะนองปาก เสียดสี