สำหรับจำนวนผู้ที่ได้รับเงินในเฟสนี้ อายุ 16 - 20 ปี มีจำนวน 2.7 ล้านคน และการที่เลือกแจกกลุ่มนี้ ไม่ใช่ข้อจำกัดของงบประมาณ หรือรัฐบาลจะนำเงินลงไปในกลุ่มไหน แต่เลือกเพราะพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจที่เหมาะสม จำนวนเม็ดเงินที่ลงไปสอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
"รัฐบาลได้กันเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจไว้ 150,000 ล้านบาท เรามีกระสุนไว้เพียงพอ มีไว้เยอะ รัฐบาลใช้เงินทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า พร้อมยืนยันว่าการเลือกแจกกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ตื่นรู้ทางเทคโนโลยีสูง มีความสามารถในการใช้จ่ายรูปแบบนี้ ด้วยจำนวนเงินและช่วงเวลาที่เหมาะสม รัฐบาลจึงเลือกคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรก" นายเผ่าภูมิ กล่าว
เมื่อถามว่า 150,000 ล้านบาท หากใช้ไม่ทันปี 2568 สามารถที่จะใช้ในปีงบประมาณถัดไปได้หรือไม่ "นายจุลพันธ์" กล่าวว่า โครงการต้องเดินหน้าก่อนถึงใช้งบผูกพันได้ ถ้าไม่ใช้ก็ต้องพับไป แต่ยืนยันว่าเป็นเม็ดเงินที่สำคัญ เราต้องใช้ให้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ขอให้มีความเชื่อมั่นว่าด้วยกลไกในการขับเคลื่อนการใช้จ่ายของภาครัฐ ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะฉะนั้นเงิน 150,000 ล้านบาท รัฐบาลได้วางแผนไว้สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ
เมื่อถามถึงเงื่อนไขการใช้เงินดิจิทัลวอลเล็ต มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ "นายจุลพันธ์" กล่าวว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ตครั้งนี้ เป็นการตั้งโครงการขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยการดึงข้อมูลมาจากแอพพลิเคชันทางรัฐ ส่วนรายละเอียดการใช้เงินค่อนข้างที่จะคล้ายเดิม แต่เรื่องของสินค้า เราไม่กำหนดห้าม เราไปกำกับดูแลการลงทะเบียนของร้านค้าแทน จะมีข้อห้ามว่าร้านค้าที่ไม่ให้เข้าร่วมจะเป็นลักษณะใด เช่น ร้านทอง ร้านที่ขายเหล้าโดยเฉพาะ แต่ไม่ได้ห้ามกำหนดสินค้า เช่น หากนำไปใช้ในร้านโชห่วยที่มีสินค้าหลากหลาย ก็สามารถซื้อได้ทุกประเภท พร้อมกับมีการปรับเปลี่ยนให้ใช้ง่ายขึ้น คือ ถอดการขึ้นเงินสดของร้านค้า โดยให้ร้านค้าทุกประเภท สามารถขึ้นเงินได้โดยไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในการเสียภาษี เพื่อให้เกิดการสะดวกแก่ร้านค้า และเป็นการเชิญชวนให้ร้านค้าเข้าร่วมโครงการมากขึ้น
เมื่อถามถึงพื้นที่ในการใช้เงินดิจิทัลวอลเล็ต "นายจุลพันธ์" กล่าวว่า ยังเป็นพื้นที่ภายในอำเภออยู่ สามารถจ่ายค่าเทอมได้ จ่ายค่าน้ำค่าไฟได้ ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ และเราหวังผลการกระตุ้นเศรษฐกิจมาก เพราะจากการกระตุ้นเศรษฐกิจไป 2 รอบ ผลสำรวจออกมาจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มีผลที่ดีทั้ง 2 รอบ มีการหมุนเวียนและกระจายตัวที่ดีมาก และรอบนี้เชื่อว่าจะมีประสิทธิภามากกว่าเดิม เพราะเราใช้กลไกของดิจิทัลวอลเล็ต จะสามารถจำกัดตัวเม็ดเงินไปในจุดที่เราต้องการได้มากขึ้น และเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งนี้เรายังมีกลไกในการเติมเงินอายุ 16-20 ปี เพื่อไปใช้เรื่องปัญหาค่าครองชีพของเขา และเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไปในอนาคต
เมื่อถามว่า คนวัยทำงานโวยว่าทำไมไม่แจกก่อน "นายจุลพันธ์" กล่าวว่า เป็นเรื่องของการบริหารจัดการเม็ดเงิน เพื่อลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากที่สุด
เมื่อถามว่า กลุ่มอายุ 16 - 20 ปี อาจจะมี ความต้องการใช้เงินไม่เท่ากับกลุ่มวัยทำงาน "นายจุลพันธ์"กล่าวว่า ใกล้เปิดเทอมแล้ว เขาก็มีความจำเป็น
เมื่อถามว่า การแจกเงินในรอบนี้จะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจเหมือน 2 รอบแรกหรือไม่ "นายจุลพันธ์" กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ภาวะการทางเศรษฐกิจ และโมเมนตัมทางเศรษฐกิจ จังหวะนี้เป็นจังหวะที่มีความเหมาะสม
เมื่อถามว่า กลุ่มที่มีอายุ 20 - 59 ปี ยังมีสิทธิรับเงิน 10,000 บาทใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า แน่นอน อย่างที่เรียนไปเรามีเม็ดเงินรอไว้อยู่ 150,000 ล้านบาท วันนี้เราทำครั้งนี้ไป กรอบระยะเวลาในการใช้เงินก็เหลือไตรมาสเดียว ดังนั้น กลุ่มถัดไป ก็คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานในการแจก
เมื่อถามว่า เฟสถัดไปอาจจะมีการแตกเป็นกลุ่มๆอีก ใช่หรือไม่ "นายจุลพันธ์" กล่าวว่า ต้องดูจังหวัดและความเหมาะสมอีกครั้ง ต้องมีการประชุมกันก่อน
เมื่อถามว่า เฟสถัดไปอาจจะไม่ใช่การแจกเงินหมื่นใช่หรือไม่ "นายจุลพันธ์" กล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้หลายอย่าง อย่างที่บอกว่าวาระแรกของการประชุมคือ 46 โครงการ ที่เราได้ทำมาแล้ วทำอยู่ และกำลังจะทำต่อไป เป็นโครงการที่ใช้เม็ดเงินและนโยบายโครงการ กลไกของรัฐทั้งหมดต้องประกอบเข้าด้วยกัน ในส่วนของเม็ดเงินที่เราเตรียมไว้ เราเตรียมไว้สำหรับทำโครงการเงินหมื่นในเฟสถัดไป และยืนยันว่ารัฐบาลจะมีความเชื่อมั่นในการแจกเงินเฟสถัดไป เพราะเม็ดเงินในระบบอยู่อย่างเพียงพอ การเติมเงินในครั้งก่อนๆ ตัวเลขทางเศรษฐกิจได้ชี้แล้วว่า มันมีการกระตุ้นทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนนโยบายที่เราได้วางเอาไว้ และคำแถลวต่อรัฐสภา เราต้องขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ สุดท้ายเงินหมื่นต้องถึงมือประชาชนทุกคน