รู้จัก ระบบ “ไบโอเมตริกซ์” - กสทช.คลอดกฎเหล็กล็อกซิม สกัดแก๊งคอลฯ
21 ก.พ. 2568 | julie_wu

กสทช. ไฟเขียวมาตรการใหม่ บังคับใช้ "ไบโอเมตริกซ์" ยืนยันตัวตนก่อนซื้อซิม-ทำธุรกรรมการเงิน หวังปิดช่องโหว่แก๊งคอลฯ มิจฉาชีพออนไลน์
การเมือง
21 ก.พ. 2568 | julie_wu

กสทช. ไฟเขียวมาตรการใหม่ บังคับใช้ "ไบโอเมตริกซ์" ยืนยันตัวตนก่อนซื้อซิม-ทำธุรกรรมการเงิน หวังปิดช่องโหว่แก๊งคอลฯ มิจฉาชีพออนไลน์
20 กุมภาพันธ์ 2568 - พลตำรวจเอก ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการ กสทช. และอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวกับ “ข่าวข้นคนข่าว” ว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยี “ไบโอเมตริกซ์” กำลังถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วย โดยเป็นการป้องกันจากต้นทาง คือ
- “ลงทะเบียนซิมโทรศัพท์” ซึ่งต้องลงทะเบียนด้วยระบบไบโอเมตริกซ์เทานั้น และจำกัดการซื้อซิมของชาวต่างชาติ ไม่เกิน 3 ซิมต่อคน โดยต้องใช้พาสปอร์ตในการซื้อและลงทะเบียน ส่วนซิมนักท่องเที่ยว ต้องใช้ได้ไม่เกิน 60 วัน
มาตรการนี้ ที่ประชุมใหญ่ กสทช. ได้มีการอนุมัติล่าสุด เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นแนวทางที่ต้องปฏิบัติ และให้มีผลนับจากนี้ 180 วัน โดยผู้ประกอบการต้องดำเนินการ โดยใช้ระบบ Liveness Detection ซึ่งหลายคนเริ่มคุ้นเคย นั่นก็คือ ยืนยันตัวตนด้วยการหันซ้าย หันขวา กระพริบตา แลบลิ้น ฯลฯ
- ทำ “โมบาย แบงกิ้ง” ในธุรกรรมโอนเงินที่ยอดเงินเกินกว่าเพดานที่กำหนด ซึ่งธนาคารหลายแห่งนำมาใช้แล้ว
การใช้เทคโนโลยี 2 ส่วนนี้ เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายผู้ประกอบการเอกชนเป็นหลัก ซึ่งภาครัฐต้องหาช่องทางสนับสนุน เพราะจะส่งผลดีต่อภาพรวมการจัดการปัญหาหลอกลวงออนไลน์ แต่เป็นคนละส่วนกับของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ สตม.
อีกด้านหนึ่ง พลตำรวจเอก ณัฐธร ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารหลอมรวมกัน และสื่อเก่าถูกดิสรัป ทำให้ กสทช.ต้องหลอมรวมกฎหมายที่มีอยู่ 3 ฉบับเข้าด้วยกัน คือ
- พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498
- พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544
- และพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551
โดย พลตำรวจเอก ณัฐธร ในฐานะประธานอนุกรรมการบูรณาการกฎหมาย กสทช. ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้การพิจารณาหลอมรวมกฎหมาย ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว สาระสำคัญที่เพิ่มเติมเข้าไป คือ
- ให้มีโทษทางอาญามากขึ้น สำหรับพฤติกรรมล่อแหลมที่เป็นเครื่องมือของการประกอบอาชญากรรม รวมทั้งกระตุ้นให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบ สร้างกลไกดูแลลูกค้าของตนเอง และนำไปส่งเสริมการขาย ถ้าไม่ดูแลตามหลักเกณฑ์ ก็ต้องร่วมรับผิดชอบค่าเสียหาย หากลูกค้าถูกหลอกและเสียเงิน เสียทรัพย์สิน
เรื่องนี้ได้เสนอไปแล้วผ่านการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชกำหนดการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 หรือ พ.ร.ก.ไซเบอร์ และออกมาตรการคล้ายๆ กับที่สิงคโปร์ดำเนินการ รวมทั้งกำลังศึกษาโมเดลออสเตรเลีย ที่ออกกฎให้ “แพลตฟอร์มออนไลน์” ร่วมรับผิดชอบด้วย แม้จะค่อนข้างยาก แต่ก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจ
ระบบ “ไบโอเมตริกซ์” คือ
Biometrics (ไบโอเมตริกซ์) หรือที่เรียกกันในภาษาไทยว่า “ชีวมิติ” คือเทคโนโลยีที่ใช้ในการระบุตัวตน และตรวจพิสูจน์ผู้ใช้ หรือ verify โดยใช้เทคนิคการแปรค่าเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละบุคคล แบ่งเป็น
ปัจจุบัน เทคโนโลยีพัฒนาไปถึงขั้น “จดจำกลิ่น” และ “การสแกนเส้นเลือดในฝ่ามือ” ซึ่งละเอียดซับซ้อนยิ่งกว่าที่ผ่านมามาก แต่ค่าใช้จ่ายยังสูง
อุปกรณ์ “ไบโอเมตริกซ์” ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ ตัวเครื่องรวมโปรแกรมที่ใช้ กับ “ไลเซนส์” ซึ่งจะพ่วงรวมไปถึงความสามารถหรือปริมาณในการจัดเก็บข้อมูล และอายุการใช้งาน โดยไลเซนส์ที่ระบบของ ตม.ไทยใช้อยู่ สามารถจัดเก็บข้อมูลอัตลักษ์บุคคลได้ 30 ล้านไลเซนส์ หรือ 30 ล้านคน
ที่ผ่านมามีการซื้อเติมทุกปี แต่ล่าสุดปีก่อนมีปัญหาการตั้งงบประมาณไม่ทัน และอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้ไลเซนส์ขาด และต้องตั้งงบซื้อเพิ่ม โดยกำลังพิจารณาซื้อไลเซนส์แบบไม่จำกัดลิขสิทธิ์ ซึ่งประเด็นนี้ “เนชั่นทีวี” เคยแฉเปิดประเด็นเอาไว้ตั้งแต่เมื่อว้นที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา