4.สองพรรคนี้มีการถ่ายเทคนกันไปมา ทั้ง สส. อดีต สส. และผู้สมัคร ตลอดจนแกนนำบางส่วน
5.สองพรรคนี้มีความหลังไม่ดีต่อกัน และแค้นกันมาตลอด โดยเฉพาะกรณี “มันจบแล้วครับนาย” เชื่อว่า “นายใหญ่” ยังไม่เคยลืม เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ในวงพูดคุยกับคนใกล้ชิด ยังมีข้อความแนวๆ ต้องการล้างแค้นเอาคืน กี่ปีก็ไม่สาย…อยู่เลย ช่วงเลือกตั้งปี 66 ก็มีแคมเปญ “ไล่หนูตีงูเห่า”
ขณะที่ฝั่ง “ครูใหญ่” ผู้นำจิตวิญญาณพรรคสีน้ำเงิน สถานะวันนี้ก็ไม่ใช่ “ลูกน้อง” อีกแล้ว แต่มี สว.เป็นกองกำลังอันทรงพลัง จึงมีอำนาจต่อรองสูงมาก
6.ทิศทางที่ก้าวเดินไปของ 2 พรรคนี้ ทับไลน์กัน นั่นก็คือ ยึดตลาดอนุรักษ์นิยม
พรรคภูมิใจไทย ออกตัวแรงกว่า จากการปวารณาเป็น “พรรคสีน้ำเงิน” ความหมายคือ “เลือดสีน้ำเงิน” และประกาศตัวไม่ปกปิด เช่น พร้อมใจใส่เสื้อเหลืองเข้าประชุมสภา
พรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะอ้างนิยามตัวเองว่าเลิศหรูแค่ไหน แต่วันนี้ “นายใหญ่” ก็ต้องแคร์ฟากอนุรักษ์นิยม เพราะตลาดประชาธิปไตย คนรุ่นใหม่ คนหัวก้าวหน้าเดิม ถูกชิงไปโดยพรรคประชาชนหมดแล้ว