เจ้าหน้าที่ประจำรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่บรรยายรายละเอียดให้กับคณะของประธานฯ วันนอร์ได้ฟัง บอกว่า การปรับปรุงและปฏิรูปเพื่อใช้ระบบเทคโนโลยีในห้องประชุมสภาของเกาหลีนั้น นับเป็นประเทศแรกของโลกที่ทำสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ
ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ทุกที่นั่งของ สส. ไม่มีไมโครโฟน ฉะน้้น สส.แต่ละคนจะไม่สามารถอภิปราย บริเวณที่นั่งของตัวเองได้ แม้จะยกมือประท้วงหรือคัดค้าน ก็ไม่สามารถพูดผ่านไมโครโฟนได้ทันที แต่จะต้องเดินไปพูดที่โพเดียม ซึ่งทางสภาจัดไว้ให้เป็นการเฉพาะเท่านั้น โดยทั้งห้องประชุมสภามีอยู่เพียงจุดเดียว
โดย สส.จะต้องแสดงความจำนงก่อนว่า ต้องการอภิปรายกฎหมายนี้ ประเด็นนี้ หรือแสดงความเห็นในเรื่องใดก็ตาม จากนั้้นก็กดปุ่มแสดงความจำนง แล้วเข้าคิวเพื่อรออภิปราย เมื่อใกล้ถึงคิวก็จะต้องย้ายไปนั่งรออีกจุดหนึ่งทางด้านหน้า ใกล้กับโพเดียมและบัลลังก์ประธาน ซี่งเป็นสถานที่เฉพาะที่จัดเตรียมเอาไว้ให้ โดยป้ายชื่อตรงที่นั่งรอจะแตกต่างจากจุดอื่น คือจะเปลี่ยนชื่อไปตามชื่อ สส.ที่ถึงคิว
ที่น่าสนใจและแปลกแตกต่างกับสภาไทยอีกจุดหนึ่งก็คือ ไม่มีที่นั่งบนบัลลังก์สำหรับคณะรัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุมสภา แต่จะเป็นโซนที่นั่งซึ่งจัดแยกเอาไว้ และนั่งระดับเดียวกับ สส. รวมทั้งมีโพเดียมพร้อมไมโครโฟนสำหรับพูดเป็นการเฉพาะ แยกจากของ สส. และมีเพียงจุดเดียวเช่นกัน
ฉะนั้นบัลลังก์ในห้องประชุมสภาของเกาหลี จึงมีเฉพาะที่นั่งประธาน กับรองประธาน มีธงชาติเกาหลี และด้านหลังมีตราสัญลักษณ์ของรัฐสภาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ส่วนด้านบนฝั่งตรงข้ามบัลลังก์ประธาน จะเป็นชั้นที่ยกสูง มีที่นั่งสำหรับประชาชน และผู้สนใจเข้ารับฟัง หรือสังเกตการณ์การประชุมรัฐสภา ซึ่งเตรียมไว้เยอะมาก
สำหรับการลงคะแนนลับ จะมีห้องลงคะแนนต่างหาก โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เช่นกัน ไม่ใช้กระดาษเหมือนการลงคะแนนลับบ้านเรา โดยห้องลงคะแนนลับจะอยู่มุมทั้งสองด้านของห้องประชุมสภา มุมละ 4-5 ห้อง สาเหตุที่ต้องมีห้องแยก เพราะที่นั่ง สส.แต่ละคน เมื่อใช้แท็บเล็ตและลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ หากนั่งอยู่ติดกัน อาจจะมองเห็นกันได้ว่า ลงคะแนนแบบใด ก็จะไม่เป็นการลงคะแนน
อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ ในฐานะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งร่วมคณะศึกษาดูงานครั้งนี้ด้วย ได้สรุปข้อสังเกตความพิเศษของห้องประชุมสภาของเกาหลี นอกเหนือจากที่ “ทีมข่าว” เล่าให้ฟังแล้ว ดังนี้
1.การอภิปรายของ สส.แต่ละครั้ง จะมีกำหนดเวลาชัดเจนมากว่าจะพูดได้นานเท่าไหร่ แล้วแต่ตกลงกันไว้เบื้องต้น ถ้าเป็นเรื่องทั่วไปก็ประมาณ 5 นาที หรือ 7 นาที แต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญอาจพูดได้ยาวกว่านั้น ด้วยวิธีนี้จึงไม่มีการกดปุ่มไมโครโฟนแบบต่างคนต่างกด แล้วแย่งกันพูด ที่เด็ดที่สุดคือ เมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว ไมโครโฟนก็จะดับลง พูดต่อไม่ได้ ต้องกลับไปนั่งที่ของตนตามเดิม
2. ลักษณะการจัดห้องประชุมของสภาเกาหลี ที่นั่งของคณะรัฐมนตรีอยู่ในระดับพื้นเสมอกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่น เก้าอี้ของนายกรัฐมนตรีก็ดี หรือรัฐมนตรีแต่ละคนก็ดี ไม่มีไมโครโฟนเช่นกัน ใครอยากจะพูดก็ต้องเดินไปพูดที่โพเดียมซึ่งจัดไว้เฉพาะฝ่ายบริหาร ไม่มีทางจะได้ต่อล้อต่อเถียงสวนหมัดกันคำต่อคำกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลย
อาจารย์ธงทอง ยังกล่าวแซวทิ้งท้ายว่า “ผมไม่กล้าคิดต่อไปเลยว่าจะนำระบบนี้มาใช้ในสภาบ้านเราได้หรือไม่ เพราะแค่คิดว่าจะคิดก็ตกใจมากแล้ว”
อุปกรณ์เสริมหล่อ-สวย แน่นห้องน้ำสภา
ความแปลกแตกต่างอีกประการหนึ่งของอาคารรัฐสภาเกาหลี ก็คือในห้องน้ำทั้งหญิงและชาย นอกจากจะมีสบู่ล้างมือ และกระดาษเช็ดมือเหมือนห้องน้ำทั่วไปแล้ว ยังมีโลชั่น ครีมจัดทรงผม และหวี สำหรับทำหล่อ ทำสวย เพื่อเช็คเรตติ้งในห้องประชุมสภาด้วย
ทั้งนี้ เนื่องจากการประชุมสภาเกาหลีทุกนัด มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ของรัฐสภา และมีประชาชนเฝ้าติดตามดูการทำงานของ สส.เขตบ้านของตนเยอะมาก การพูดหรืออภิปราย หรือการแสดงพฤติกรรมต่างๆ ในสภาจึงต้องระมัดระวังอย่างมาก ฉะนั้นเบื้องต้น สส.ทุกคนจึงต้องดูดีเอาไว้ก่อน อาจจะถือคติว่า “สวย-หล่อก็มีชัยไปกว่าครึ่ง”
ลุยดูงานห้องสมุด สถาบันวิจัย - ทำเอ็มโอยูร่วม KIPA
สำหรับการศึกษาดูงานของคณะประธานรัฐสภา และกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า นอกจากการเยี่ยมชมอาคารรัฐสภาแล้ว ยังได้ไปเยือนห้องสมุดรัฐสภาของเกาหลี ซึ่งมีความทันสมัย และมีหนังสือมากมายไม่แพ้หอสมุดแห่งชาติ ที่น่าตื่นตาตื่นใจคือมีตำราไทย กฎหมายไทย และรัฐธรรมนูญไทยด้วย ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายสำคัญๆ ที่ประกาศใช้ในไทย ยังมีการแปลเป็นภาษาเกาหลี เพื่อให้คนเกาหลีที่สนใจ หรือต้องการไปทำธุรกิจ ลงทุนในไทย ได้ศึกษาเพื่อทำความเข้าใจก่อนด้วย
นอกจากนั้น คณะของประธานฯวันนอร์ ยังได้ไปดูงานสถาบันวิจัยกฎหมายแห่งเกาหลี ซึ่งเป็นหน่วยงานยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้เกาหลีเจริญรุดหน้า สามารถออกกฎหมายที่ตรงตามความต้องการของพี่น้องประชาชน และเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่การศึกษาดูงานในวันที่สาม คือ วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน มีการไปทำพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันพระปกเกล้า และสถาบันบริหารรัฐกิจแห่งเกาหลี หรือ KIPA (กี-ป้า) เพื่อทำวิจัยและทำงานวิชาการร่วมกันเกี่ยวกับการบริหารกิจการภาครัฐด้วย
รายละเอียดทั้งหมด “ทีมข่าว” จะนำมารายงานคุณผู้ชมในวันต่อๆ ไป