นายชูศักดิ์ ยังย้ำอีกว่า รัฐบาลไทย ให้ความสำคัญกับกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ซึ่งกรอบความร่วมมือนี้ จะมีประสิทธิภาพในแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อม และสภาพภูมิอากาศในกลุ่มประเทศสมาชิก และประเทศจีน เป็นประเทศที่มีบทบาทในจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มณฑลชิงไห่ ซึ่งเป็นต้นทางของแม่น้ำโขง
ขณะที่นางนลินี ทวีสิน ผู้แทนการค้าไทย ระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทย กับมณฑลชิงไห่ มีมูลค่าราว 20 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศยังมีศักยภาพทางการค้าซึ่งกันและกันได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะไทยที่ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาล (Halal Hub) ก็จะสามารถเพิ่มมิติความร่วมมือระหว่างมณฑลซิงไห่ สามารถเพิ่มพูนมูลค่าตัวเลขทางการค้าระหว่างกันได้มากยิ่งขึ้น
ด้านนางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า ฝ่ายนิติบัญญัติของไทย ยึดมั่นแนวทางการทำงานภายใต้นโยบายจีนเดียว (One China Policy) และพร้อมร่วมงานกันอย่างสร้างสรรค์ (Constructive cooperation) รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และองค์ความรู้ผ่านกลไกรัฐสภา กับประเทศจีนอย่างแน่นแฟ้น เพื่อเดินหน้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และทุกพรรคการเมืองและทุกรัฐบาล ยังพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศจีน เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองประเทศ
ขณะเดียวกัน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลชิงไห่ ยังมั่นใจว่า การเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน ครบรอบ 50 ปี ช่วยผลักดัน และกระชับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งตนเองก็ได้รับมอบหมายภารกิจที่สำคัญจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน คือ การกระชับความร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย พร้อมยังหวังว่า ในอนาคตไทย และมณฑลชิงไห่ จะมีศักยภาพในการร่วมมือทางการค้าระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น
เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลชิงไห่ ยังหวังว่า จะได้กระชับความร่วมมือด้านการรักษาระบบนิเวศ และปัญหาสภาพอากาศ รวมถึงปัญหาเรื่องน้ำกับรัฐบาลไทย พร้อมยังเห็นว่า กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ภายใต้การประสานงานของไทยนั้น จะเกิดความร่วมมือที่ดี เพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม เกิดมิตรภาพในการร่วมกันแก้ไขปัญหาระบบนิเวศ และสภาพอากาศมากยิ่งขึ้น