:: นายกฯ ร่วมวงผู้นำอาเซียนไม่เป็นทางการ แสดงความกังวลความท้าทายโลกซับซ้อน พร้อมเรียกร้องแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติในภูมิภาค - แนะอาเซียนไม่เลือกข้างรักษาแกนกลางความเป็นหนึ่งเดียว ::
จากนั้น ในช่วงบ่ายวันนี้ (9 ต.ค.) นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเวทีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 45 (แบบไม่เป็นทางการ) โดยได้เห็นพ้อง และมีความกังวล ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น และความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียนกำลังถูกหล่อหลอมโดยปัจจัยภายนอกมากขึ้น การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้ขาดความไว้วางใจ ควบคู่ไปกับความเป็นพหุภาคีนิยมและภูมิภาคนิยมอ่อนแอลง โดยหวังให้อาเซียน มุ่งมั่นในการเสริมสร้างประชาคมอาเซียน รักษาและคงความเป็นอาเซียนที่แข็งแกร่ง และเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเสริมสร้างความเป็นแกนกลางของอาเซียน และทำให้กรอบการทำงานที่อาเซียนเป็นผู้นำ มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับพันธมิตรภายนอก ผ่านการหารือ และความร่วมมือแบบครอบคลุม ภายใต้มุมมองของอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก
นายกรัฐมนตรี ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจ หลีกเลี่ยงการกระทำที่ยั่วยุ และร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์เพื่อแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติในภูมิภาค โดยเฉพาะทะเลจีนใต้ และการแข่งขันกันระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะสรุปการเจรจาจัดทำประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct: COC) ที่มีประสิทธิผล และเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดตามกฎหมายระหว่างประเทศ ในระหว่างนี้ จะต้องรับรองเสรีภาพในการเดินเรือ และการบินเหนือทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าสำคัญที่สำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมเห็นว่า อาเซียนจะต้องมีจุดยืนที่เป็นหลักการ แต่ไม่เลือกข้างในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคและประชาชน
นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่า ไทยมีความกังวลเช่นเดียวกันกับทั่วโลกต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงวิกฤตด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา ดังนั้น ไทยจึงสนับสนุนความพยายามทั้งหมด ในการบรรลุข้อตกลงการหยุดยิง การปล่อยตัวพลเรือนทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไข รวมถึงพลเมืองอาเซียน ตลอดจนการเข้าถึงบริการด้านมนุษยธรรมอย่างไม่มีข้อจำกัด ประเทศไทยสนับสนุนการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ เพื่อบรรลุแนวทางสองรัฐ (two-State solution)
:: นายกฯ ย้ำไทยให้ความสำคัญแก้ปัญหาเมียนมาสูงสุด - แนะเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง และหาทางออกทางการเมือง ::
สำหรับประเด็นเมียนมานั้น นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไทยให้ความสำคัญสูงสุด ในฐานะเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ตั้งแต่ผู้พลัดถิ่น การอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย การหยุดชะงักทางการค้า และการดำรงชีวิต ปัญหาสุขภาพของประชาชน ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติดและการหลอกลวงออนไลน์ โดยย้ำว่า ไทยจะทำงานร่วมกับมิตรประเทศในอาเซียน และภายนอกเพื่อเมียนมาที่สงบสุข มั่นคง และเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศในภูมิภาคนี้, ไทยจะมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการนำสันติภาพในเมียนมากลับคืนมา โดยจะเพิ่มความร่วมมือทวิภาคีกับเมียนมา และสนับสนุนกระบวนการอาเซียนต่อไป และอาเซียนควรเป็นหนึ่งเดียวในการส่งสารถึงทุกฝ่ายในเมียนมาว่า การใช้กำลังทางทหาร ไม่ใช่ทางออก เป็นเวลาที่ต้องเริ่มพูดคุยกัน ประเทศไทยพร้อมที่จะช่วยเหลือ สิ่งสำคัญคือ ให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองและหาทางออกทางการเมือง และอาเซียนควรเร่งให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในระยะสั้น และเร่งการพัฒนาเมียนมาในระยะยาว โดยประเทศไทยได้บริจาคเงิน 290,000 เหรียญสหรัฐฯ ให้กับศูนย์ AHA เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในเมียนมาแล้ว และประเทศไทยพร้อมที่จะช่วยเหลือชาวเมียนมามากขึ้น
:: นายกฯ ปาฐกถาผู้นำอาเซียน-ผู้แทนสมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) - เสนอ PIPA เสริมสร้างความสอดกฎหมาย อำนวยความสะดวกทางการค้า-มีกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ-ส่งเสริมอัตลักษณ์อาเซียน ::
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวปาฐกถาในการหารือระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนสมัชชารัฐสภาอาเซียน (ASEAN Inter - Parliamentary Assembly : AIPA) ว่า ความพยายามของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถบรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็นชุมชนที่เจริญรุ่งเรืองและมีประชาชนเป็นศูนย์กลางได้ AIPA ซึ่งเป็นตัวแทนของเสียงของประชาชนอาเซียน จึงมีบทบาทสำคัญ และเสนอให้มี “การบูรณาการอย่างกลมกลืน” (harmonization for integration) สมาชิกรัฐสภามีบทบาทด้านกฎหมาย เสริมสร้างความสอดคล้องกันของกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าภายในและระหว่างภูมิภาค รวมทั้งการเคลื่อนย้ายของประชาชน เพื่อการบูรณาการผ่านความเชื่อมโยงเพื่อสร้างอาเซียนที่ไร้รอยต่อ, “การมีกรอบกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ” (effective legal frameworks) เพื่อความยั่งยืน และความมั่นคงของมนุษย์ โดยข้อตกลงอาเซียนและการนำไปบังคับใช้ ส่งผลถึงความท้าทายข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางอากาศ การค้ายาเสพติด และการหลอกลวงออนไลน์ จึงต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่ากฎหมายและข้อบังคับต้องเท่าทันแนวโน้มและความท้าทายที่เปลี่ยนแปลง และ “การส่งเสริมอัตลักษณ์ของอาเซียน” รัฐสภามีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ของอาเซียนและอัตลักษณ์ของอาเซียน ซึ่งในปี 2025 อาเซียนจะเปิดตัววิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนปี 2045 (ASEAN Community Vision 2045)
:: นายกฯ หารือทวิภาคีบรูไนฯ พร้อมผลักดัน MOU ความร่วมมือทางด้านฮาลาลและความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน ::
นายกรัฐมนตรี ยังได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อหารือทวิภาคีกับสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุสซาลาม (H.M. Sultan Haji Hassanal Bolkiah, Sultan and Yang Di-Pertuan of Brunei Darussalam) โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องกันที่จะกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ กระตุ้นให้เกิดการลงทุนร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศโดยเร็ว รวมถึงการผลักดันความร่วมมือเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี ทั้งนี้ บูรไนฯ พร้อมผลักดันการจัดทำ MOU ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือทางด้านอาหารฮาลาล เช่น ความมั่นคงทางอาหาร และการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลในอนาคต โดยทั้ง 2 ฝ่าย จะอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าเกษตร และด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรที่ยั่งยืน และการจัดการน้ำ
:: นายกฯ หารือทวิภาคีนายกฯ สิงคโปร์ พร้อมร่วมมือ ศก.ดิจิทัล-สนุบสนุนการส่งออกสินค้าเกษตร ::
นายกรัฐมนตรีไทย และ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์
นายกรัฐมนตรี หารือทวิภาคี ในรูปแบบ Pull-Aside กับนายลอว์เรน หว่อง (Mr. Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน เพื่อสานต่อความเป็นพันธมิตร และหุ้นส่วนสำคัญในทุกมิติของทั้ง 2 ประเทศ โดยได้เห็นพ้องความร่วมมือทางเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังนี้ ซึ่งรัฐบาลไทยต้องการให้สิงคโปร์ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล AI รวมถึง Digital Transportation และไทย อยากให้สิงคโปร์ สนับสนุนการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร และอาหารของไทย เช่น ไข่ออร์แกนิค เนื้อหมู ในด้านการท่องเที่ยวนั้น นายกรัฐมนตรี เห็นว่า จำเป็นต้องสนับสนุน และเพิ่มการท่องเที่ยวระหว่างกันให้มากขึ้น
นายกรัฐมนตรี ยืนยันกับทางสิงคโปร์ว่า พร้อมให้การต้อนรับประธานาธิบดีสิงคโปร์ ในห้วงการเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ในโอกาสครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2568 นี้ด้วย
:: นายกฯ ทวิภาคีร่วมกัมพูชาผลักดันเศรษฐกิจ 2 ประเทศ ชูโครงการ 6 ประเทศ 1 จุดหมายปลายทางส่งเสริมท่องเที่ยว พร้อมแสดงความพร้อมแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ-ยาเสพติด ::
นายกรัฐมนตรี ยังได้หารือทวิภาคีกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต (H.E. Samdech Moha Borvor Thipadei Hun Manet) นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา โดยทั้ง 2 ฝ่าย ได้หารือถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้ง 2 ประเทศ ควรดำเนินงานต่อเนื่องตามแผนปฏิบัติการเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน และไทย ได้เสนอโครงการ “6 ประเทศ 1 จุดหมายปลายทาง” (Six Countries, One Destination) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และไทย พร้อมส่งเสริมบริการขนส่งสินค้าทางรถไฟ ระหว่างทั้ง 2 ประเทศเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน
นายกรัฐมนตรี ยังแสดงความพร้อมในการจัดการการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนในประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ได้แก่ การหลอกลวงทางออนไลน์ ทั้งการช่วยเหลือเหยื่อ และทำลายเครือข่ายอาชญากรรมทั้งหมด, การลักลอบค้ายาเสพติด เป็นต้น
:: นายกฯ หารือทวิภาคีเวียดนามมั่นใจบรรลุเป้าหมายการค้าระหว่างกัน 850,000 ล้านบาท พร้อมขอเปิดเที่ยวบินตรงอุดรธานี-เมืองดังในเวียดนาม ::
นายกรัฐมนตรี หารือทวิภาคีกับกับ นายฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ (H.E. Mr. Pham Minh Chinh) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยย้ำว่า เวียดนามเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สำคัญของไทย พร้อมทั้งแสดงความเสียใจต่อเวียดนามที่ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่น “ยางิ ” รวมถึงผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องจะเร่งอำนวยความสะดวก และลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมูลค่าการค้า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 850,000 ล้านบาท โดยขอให้เวียดนามสนับสนุนการลงทุนของไทยในเวียดนาม โดยเฉพาะด้านปิโตรเคมี พลังงาน และธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งไทย และเวียดนาม จะส่งเสริมความร่วมมือตามยุทธศาสตร์ Three Connects เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทั้งสองฝ่ายจะสนับสนุนการเพิ่มเที่ยวบินระหว่างกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างจังหวัดอุดรธานีของไทยกับเมืองต่าง ๆ ในเวียดนาม โดยการท่องเที่ยวประเทศไทย เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม