นายมาริษ ยังระบุว่า ความมุ่งมั่นของไทยต่ออนาคตที่สดใสนั้น ไม่ได้จำกัดแค่ปัจจุบันเท่านั้น เพราะประเทศไทยยินดีกับ “ปฏิญญาว่าด้วยอนุชนรุ่นหลัง” เพราะปฏิญญานี้เตือนว่า จะต้องรับผิดชอบต่อคนที่กำลังจะเกิดมา ซึ่งถูกกำหนดให้สืบทอดโลกใบนี้ต่อไป เพราะการกระทำของในวันนี้ จะหล่อหลอมการดำรงชีวิตของเยาวชน ดังนั้น จึงต้องสร้างอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาสเหนืออุปสรรค มีคำสัญญาอยู่เหนืออันตราย มีความหวังเหนือความยากลำบาก เพื่อคนรุ่นต่อ ๆ ไป พร้อมเห็นว่า อนาคตทั้ง 3 มิตินี้ จะบรรลุได้ด้วยเจตจำนงทางการเมืองเท่านั้น เพื่อเปลี่ยนวิสัยทัศน์นี้ให้เป็นจริงได้
นายมาริษ ยังยืนยันว่า ประเทศไทย สนับสนุนข้อตกลงเพื่ออนาคต และข้อเสนอในการฟื้นฟูระบบพหุภาคี และสถาบันระดับโลก เพื่อแก้ไขปัญหาการไร้ซึ่งความไว้วางใจในระดับโลก และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น และความสำเร็จของการประชุมสุดยอดแห่งอนาคต ไม่เพียงขึ้นอยู่กับความสามารถในการหาทางออกในระบบพหุภาคีเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองของประเทศสมาชิก ที่จะร่วมมือกัน และผลักดันให้ก้าวหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิ่งจำเป็น
นายมาริษ ยังหวังว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่อนาคต ที่ทุกคนสามารถได้รับการปกป้อง อนาคตที่ทุกคนสามารถเจริญรุ่งเรือง และอนาคตที่คำสัญญาของเราสำหรับวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าจะกลายเป็นจริง ด้วยความพยายามร่วมกัน และเจตจำนงทางการเมือง จึงขอให้เราสามัคคี และทำงานร่วมกัน เพื่อรับมือกับความท้าทายของวันนี้และมอบวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า ให้กับทุกคน
ทั้งนี้ ในการประชุมได้รับรองคำมั่นเพื่ออนาคต หรือ Pact for the Future ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์การประชุม และเอกสารภาคผนวก 2 ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาว่าด้วยอนุชนรุ่นหลัง หรือ Declaration on Future Generations และคำมั่นด้านดิจิทัลระดับโลก หรือ Global Digital Compact ซึ่งประเทศไทยสนับสนุนให้กระบวนการจัดทำ Pact for the Future สะท้อนถึงผลประโยชน์ร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ร่วมให้ความเห็นต่อการยกร่างเอการดังกล่าว พร้อมหวังว่าเอกสารจะสามารถตอบโจทย์ความท้าทายของโลก และให้ความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
อย่างไรก็ตาม ในห้วงการประชุมสุดยอดเพื่ออนาคต ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ยังได้หารือทวิภาคีกับทั้งภาคเอกชน โดยบริษัทแรกที่มีโอกาสพูดคุยกันคือ บริษัท Oracle Corporation ที่มีการลงทุนร่วมกับบริษัท AIS ด้วยปริมาณเงินสูงถึง 8 พันล้านบาท สร้าง Cloud Data Center เพื่อใช้ประโยชน์ในการหาแนวทางดำเนินธุรกิจของบริษัทเอกชน ตลอดจนให้ภาครัฐได้ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา เช่น การบริการจัดการเกษตรกรรมอย่างแม่นยำ สร้างประโยชน์อย่างเหมาะสม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาภาคการท่องเที่ยวไม่ให้บุคคลที่มีปัญหาสร้างปัญหาเข้ามาในประเทศ รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
นายมาริษ ยังกล่าวถึงการหารือกับประเทศต่าง ๆ โดยได้หารือกับ นางลูมีนีซา-เตโอโดรา โอโดเบสกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโรมาเนีย ซึ่งรับตามคำขอให้ช่วยผลักดันอนุมัติวีซ่าเชงเก้น และให้ผลักดันการทำความตกลงว่าด้วยการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งล้วนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จึงย้ำว่า รัฐสภาไทยให้ความเห็นขอบความตกลงแบบรอบด้าน (PCA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปด้วย เรียกว่าเป็นการพัฒนามากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังได้หารือกับ นางจูลี บิชอป ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติเรื่องเมียนมา ซึ่งได้แลกเปลี่ยนข้อมูลถึงพัฒนาการของสถานการณ์ภาพรวมในเมียนมา จึงได้เล่าถึงความริเริ่มของไทยในการหารือ 3 ฝ่าย ได้แก่ ไทย อินเดีย และเมียนมา ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีบิมสเทคอย่างไม่เป็นทางการ ณ ประเทศอินเดีย ซึ่งอินเดียสะท้อนความห่วงกังวลต่อการเชื่อมโยงถนนสายเอเชีย 1 กับถนนเชื่อม 3 ฝ่าย ตลอดจนข้อริเริ่มของไทยในการหารือ 4 ฝ่าย ได้แก่ ไทย จีน ลาว และเมียนมา ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีแม่โขง-ล้านช้าง เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามแดนระหว่างประเทศ ทั้งยาเสพติด การค้ามนุษย์ ฝุ่นควัน PM2.5 และการหลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งการประชุมทั้งสองนั้นล้วนได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี จึงเป็นพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้นในสถานการณ์เมียนมา นางจูลี แสดงความตั้งใจสนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาของไทยได้ดี
นอกจากนั้น ยังได้หารือกับ นายทอม ซัลลิแวน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งตนได้ยื่นสัตยาบันสาร ที่ไทยได้ลงนามกับประเทศสมาชิกกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF) ไปแล้ว ถือเป็นเอกสารสำคัญที่เห็นความตั้งใจของประเทศไทยในการร่วมมือกับประเทศสมาชิก IPEF และได้เล่าถึงพัฒนาการสถานการณ์ประเทศเมียนมาด้วยเช่นกัน นายทอม ซัลลิแวน เข้าใจในความพยายามของประเทศไทยที่จะร่วมกับประเทศที่มีบทบาททั้งหมดในการแก้ไขเมียนมาได้โดยเร็ว สหรัฐฯ ก็เห็นความสำคัญของไทย และรับทราบว่าไทยต้องการร่วมมือกับทุกประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาเมียนมาให้ลุล่วงไปได้โดยเร็ว
นอกจากนี้ นายมาริษ ยังตอบสื่อมวลชนเกี่ยวกับการมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีสำหรับการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 79 ซึ่งเป็นครั้งแรกในสมัยรัฐบาลใหม่ว่า มีการประชุมในหลายเรื่อง เช่น การประชุมสุดยอดเพื่ออนาคต ซึ่งประเทศไทยแสดงความตั้งใจในการร่วมมือกับประเทศสมาชิกในกรอบองค์การสหประชาชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาทุกด้าน
“สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารต้องเห็นก็คือ นโยบายต่างประเทศที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ต้องการเห็นนโยบายต่างประเทศที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ประชาชนสามารถเข้าถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศได้อย่างชัดเจน” นายมาริษ ระบุ
นายมาริษ ย้ำว่า ได้กล่าวถึงความตั้งใจของรัฐบาล เพราะการเพิ่มประสิทธิภาพของสหประชาชาติก็มีความสำคัญ เพราะโลกปัจจุบัน บทบาทของสหประชาชาติถูกลดความสำคัญไปเยอะ ในฐานะประเทศเล็ก เราต้องการเห็นบทบาทสหประชาชาติที่มากขึ้น ไม่ใช่แค่สมัชชาสหประชาชาติ แต่ต้องการเห็นบทบาทของคณะมนตรีทั้งหลายอย่างคณะมนตรีความมั่นคง ในการแก้ปัญหาประเทศเล็ก ๆ และประเทศกำลังพัฒนาด้วย ซึ่งเป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลไทยมาโดยตลอด ตลอดจนเน้นความร่วมมือของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาให้มากยิ่งขึ้น นี่คือเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยอยู่แล้วในฐานะประเทศเล็ก
“อยากเห็นประเทศเรามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในการกำหนดทิศทางของประชาคมโลกด้วย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวทิ้งท้าย