ส่วนกังวลหรือไม่ว่าเพื่อไทยจะสูญพันธุ์นั้น คุณคำผกา บอกว่า ไม่กังวลเพราะเป็นปัญหาของพรรคไม่ใช่ปัญหาของประชาชน มีพรรคอะไรดีๆมาให้เลือกก็เลือกตั้งได้เรื่อยๆ ประชาชนอย่าไปห่วงพรรคการเมืองมาก ห่วงตัวเองให้เยอะๆ
"สำหรับโหวตเตอร์เพื่อไทย ถ้าไม่พอใจในวันนี้ ครั้งหน้าก็เลือกพรรคอื่น แล้วไม่ต้องกลัวพรรคสูญพันธุ์เพราะเราเป็นประชาชน เราอยู่ยั้งยืนยงมากกว่าพรรคการเมือง และสิ่งที่เราต้องกลัวคือการรัฐประหาร และสิ่งที่ต้องกลัวคือการถลำลงไปในวาทกรรมคนดี เพราะประชาธิปไตยไม่เกี่ยวกับคนดี เพราะประชาธิปไตยเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ยืนยันว่าอำนาจเป็นของประชาชน" คุณแขก คำผกา ระบุ
ส่วนกรณีที่ถูกมองว่า คุณคำผกา เป็นนางแบก คอยปกป้องเพื่อไทย เธอมองว่า ถ้ายังไม่มีใครที่ดีกว่าพรรคเพื่อไทย ตนเองก็ยังเป็นโหวตเตอร์ของเพื่อไทย เวลาที่มีคนพูดว่าพี่แขกปกป้องเพื่อไทย ก็เป็นคำพูดของคนอื่น เป็นสิ่งที่คนอื่นมอง เป็นสิ่งที่คนพูดกันเองชงกันเอง เป็นจินตนาการของคนอื่นว่าจะมองตนเองอย่างไร เป็นปัญหาของคนอื่น แต่ตนเองมองว่า ประชาชนอยู่ยั้งยืนยงกว่าพรรคการเมือง และตนเองพูดมาเสมอว่าการเป็นโหวตเตอร์ของพรรคการเมืองต้องอย่าไปยึดติดกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ถ้ามีพรรคที่ดีกว่าให้เราเลือกเราก็เลือก ถ้ายังไม่มีเราก็เลือกพรรคที่ดีที่สุดเท่าที่มี และวันนี้พรรคเพื่อไทยยังเป็นเดอะ เบสท์ ช้อยส์ (ทางเลือกที่ดีที่สุด) สำหรับตนเอง
ทั้งนี้ ตนเองยังไม่รู้ว่าอีก 4 ปีจะมีพรรคอะไรเกิดขึ้นใหม่หรือไม่ แต่ "ณ วันนี้ ตัวเลือกของพี่ยังเป็นเพื่อไทยอยู่ แต่พี่จะไม่มีวันเลือกก้าวไกล ไม่ถูกจริตเลย พี่ไม่ชอบพรรคที่ดูฉลาด ดูเป็นคนดี ดูมีอุดมการณ์มั่นคงเกินไป เพราะพี่เชื่อในความเป็นมนุษย์ ทำไมพี่ถูกจริตกับพรรคเพื่อไทย เพราะใกล้เคียงกับตัวเรา มันดูไม่ต้องเพอร์เฟค และไม่ต้องหล่อตลอดเวลา ไม่ต้องสบตาประชาชนหรือไม่ต้องกินอุปสรรคเป็นอาหารเช้า เพราะพี่ชอบกินข้าว"
ส่วนมองว่าอย่างไรถ้าเพื่อไทยจับมือกับประชาธิปัตย์แล้วจะทำให้ทำงานได้แบบสนิทใจหรือไม่ คุณคำผกา ตอบว่า พี่ไม่ใช่เขาจะไปรู้ได้อย่างไร เป็นปัญหาของคนในพรรค และไม่มีความจำเป็นต้องไปคิดแทนเขา ส่วนจะถูกสังคมทิ่มแทงให้รัฐบาลเพื่อไทยอยู่ยากหรือไม่หลังจากนี้ คุณคำผกา ก็ตอบทันทีว่า "ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้อยู่ง่าย" และตนเองก็ไม่คิดว่ามันยากกว่าเดิม
ทั้งนี้ มองอีกว่า รัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ก็ไม่มีอะไรเลยในเรื่องการจับตา อยู่อย่างสบายๆ ในฐานะประชาชนที่คอยตรวจสอบรัฐบาล สื่อมวลชนก็ตรวจสอบรัฐบาลอย่างมีสติ ไม่ไหลตามจินตนาการ ลงพื้นที่ก็ต้องไปดูว่าสัญญานโยบายอะไรไว้แล้วทำได้หรือไม่ มีการคอรัปชั่นหรือไม่ มีหลักฐานหรือไม่ สื่อมวลชนก็ตรวจสอบรัฐบาล เพราะยังไม่ได้มีกฎหมายปิดปากสื่อ และยังไม่ได้มีการจับประชาชนที่วิจารณ์รัฐบาลเข้าคุก สิ่งนี้คือ สุขภาพของประชาธิปไตย และเราควรจะเริ่มทำตัวเองให้คุ้นเคยกับหลักการประชาธิปไตย ว่า
"ประชาธิปไตย ไม่ได้เท่ากับการมีรัฐบาลที่ดีที่สุด ประชาธิปไตยไม่ได้เท่ากับการมีนายกที่เก่งที่สุด ประชาธิปไตยไม่ได้เท่ากับมีรัฐมนตรีที่ซื่อสัตย์ที่สุด ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการที่ประชาชนมีอำนาจในการเลือกผู้แทนทุก 4 ปี เพราะระบบรัฐสภาเป็นแบบตัวแทน และสื่อมวลชนไม่ได้ถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นกลไกปกติ"
และยังมองอีกว่า ทุกวันนี้คนไทยไม่คุ้นกับประชาธิปไตยเพราะสู่กับเผด็จการมานาน พอเผด็จการไปแล้วประชาธิปไตยมาจะได้การเมืองแบบเพอร์เฟค สมบูรณ์แบบจัดการได้ทุกปัญหา ซึ่งบางทีเราอาจจะได้รัฐบาลแบบบ้าๆบอๆก็ได้ เป็นเรื่องปกติ ซึ่งรัฐบาลเกือบทั้งโลกก็เป็นแบบบ้าๆบอๆ