3. จากข้อ 2 “ท่านไว้วางใจรัฐบาลในจะทำสิ่งที่ถูกต้อง/เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศหรือไม่ ?” พบว่า
- ประชาชน 69.32% ไม่ไว้วางใจ
จากผลไอเอฟดีโพล สะท้อนให้เห็นถึง “ความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐบาลและพรรคการเมือง” โดยประชาชนจำนวนไม่น้อยที่มีมุมมองต่อ สส. ว่า ยังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน ในการเชื่อมโยงความต้องการของประชาชนไปสู่การกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ แต่พรรคกลับถูกขับเคลื่อนโดย “ผู้ที่มีอิทธิพลเหนือพรรค หรือมือที่มองไม่เห็น” ที่เป็นผู้กำหนดทิศทาง นโยบาย และตัดสินใจเรื่องสำคัญของพรรค ซึ่งหากพรรคที่ผู้ที่มีอิทธิพลเหนือพรรคนั้นเป็นรัฐบาล จะส่งผลต่อเนื่องถึงการตัดสินใจของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากประชาชนไม่ไว้วางใจในพรรคการเมืองและ/หรือรัฐบาล จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายการเมืองที่อาจส่งผลให้ประชาชนไม่สนใจ ไม่อยากยุ่งทางการเมือง จนอาจไม่อยากไปเลือกตั้ง และยังส่งผลให้ประชาชนหมดหวังกับรัฐบาลและพรรคการเมือง
ดังนั้น การสร้างความไว้วางใจของประชาชนต่อภาคการเมือง จำเป็นต้องเริ่มจากพรรคการเมืองที่ต้องมีและยึดมั่นในอุดมการณ์พรรค มีจุดยืนชัดเจน มีนโยบายที่มุ่งทำประโยชน์เพื่อประเทศ รวมถึงการพัฒนาความเป็นสถาบันทางการเมืองที่คณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. ของพรรค ได้ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและนโยบาย นำความเห็นประชาชนไปทำให้เกิดผลขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ประชาชนมีส่วนร่วม และสานต่ออุดมการณ์พรรคในระยะยาว จนทำให้ภาคการเมืองเข้มแข็งมีส่วนนำพาพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า
ลักษณะทางประชากรและภูมิภาค
เพศ
- เพศชาย (48.75%) เพศหญิง (48.33%) และ เพศอื่น ๆ (2.92%)
อายุ
- อายุ 18-25 ปี (15.55%) อายุ 26-35 ปี (20.72%) อายุ 36-45 ปี (23.43%) อายุ 46-59 ปี (23.99%) และ อายุ 60 ปีขึ้นไป (16.31%)
อาชีพ
- ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ (7.80%) พนักงาน/ลูกจ้างเอกชน (17.71%) ประกอบธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย (26.95%) ช่วยธุรกิจ/งานครอบครัว (4.67%) รับจ้างทั่วไป (18.16%) เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณ (11.61%) 7.26% เป็นนักเรียน/นักศึกษา ว่างงาน (รอสมัครงาน) (5.28%) และ มีอาชีพอื่น ๆ ได้แก่ สมัครใจที่จะว่างงาน ทุพพลภาพ (0.56%)
ระดับการศึกษา
- การศึกษาระดับประถม/ต่ำกว่า ((17.91%) มัธยมศึกษา/ปวช. (34.37%) อนุปริญญา/ปวส. (28.94%) ปริญญาตรี (17.11%) และ สูงกว่าปริญญาตรี (1.67%)
ภูมิภาค
- กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (14.07%) ภาคเหนือ (18.23%) ภาคใต้ (13.67%) ภาคกลางและภาคตะวันตก (14.71%) ภาคตะวันออก (7.91%) และ ตะวันออกเฉียงเหนือ (31.41%)