ก้าวไกล "คางเหลือง "ศาลตัดจบงดไต่สวนคดียุบพรรค จับตาอนาคต "เพื่อไทย"
18 ก.ค. 2567 | thanita_boo

พรรคก้าวไกล กำลังอยู่ในภาวะ "คางเหลือง" หลังศาลตัดจบงดไต่สวนคดียุบพรรค นัดอ่านคำวินิจฉัย 7 ส.ค.นี้ พร้อมจับตาอนาคต "เพื่อไทย-นายกฯเศรษฐา"
การเมือง
18 ก.ค. 2567 | thanita_boo

พรรคก้าวไกล กำลังอยู่ในภาวะ "คางเหลือง" หลังศาลตัดจบงดไต่สวนคดียุบพรรค นัดอ่านคำวินิจฉัย 7 ส.ค.นี้ พร้อมจับตาอนาคต "เพื่อไทย-นายกฯเศรษฐา"
"พรรคก้าวไกล" กำลังอยู่ในอาการที่เรียกว่า “คางเหลือง” ความหมายคือ เจ็บหนัก ลำบากเกือบตาย ต้นเหตุคือ คดียุบพรรค เพราะมติศาลรัฐธรรมนูญ สรุปว่าไม่เปิดไต่สวน และนัดอ่านคำวินิจฉัยวันที่ 7 สิงหาคม นี้
โดยมติของศาลรัฐธรรมนูญมีข้อสังเกตที่น่าสนใจ
1.พรรคก้าวไกล มีความรู้สึกผิดหวังอย่างแรง และผิดคาดที่ศาลไม่เปิดไต่สวนด้วยวาจา ขณะที่คำแถลงปิดคดี ก็ให้ส่งเอกสาร
2.การเตรียมพยานปากเอกอย่าง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิบการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งว่ากันว่ามีน้ำหนักอย่างมาก และอาจส่งผลต่อท่าทีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคน ปรากฏว่า “เงื้อค้าง” เพราะเมื่อศาลไม่เปิดไต่สวนด้วยวาจา
3.ท่าทีของแกนนำพรรคก้าวไกล ออกแนว “ดับเครื่องชนศาล” เพราะอ่านเกมว่า ออกมาแบบนี้ “ยุบแน่”
ก้าวไกลเสียหาย - เพื่อไทยมีแต่ได้กับเสมอตัว
การที่คดียุบพรรคก้าวไกล จะมีคำตัดสินก่อนคดีสอย "นายกฯเศรษฐา" เรื่องนี้มีนัยทางการเมืองลึกซึ้ง
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ผอ.เนชั่นโพล ในฐานะนักรัฐศาสตร์ชื่อดัง กล่าวว่า ถือเป็นกำหนดการที่อาจจะสร้างความประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางผู้สันทัดกรณีหลายคนทางหน้าสื่อมวลชนค่อนข้างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าคดีของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน น่าจะมีความซับซ้อนน้อยกว่าคดีของพรรคก้าวไกล ดังนั้นโดยตารางเวลาปกติน่าจะพิจารณาตัดสินคดีของ "นายกเศรษฐา" ก่อน แล้วจึงตามมาด้วยคดีของพรรคก้าวไกล
แต่ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าจะมีการพิจารณาตัดสินคดียุบพรรคก้าวไกลหรือไม่ในต้นเดือน ส.ค.นี้ แล้วคดีของ นายกฯเศรษฐา ค่อยถูกพิจารณาหลังจากนั้น
สิ่งนี้ทำให้คอการเมืองอดคิดไม่ได้ว่า สถานภาพของนายกรัฐมนตรีจะถูกตัดสินออกมาเป็นคุณหรือไม่ เพราะหากตัดสินว่ายุบพรรคก้าวไกลโดยที่ไม่มีการไต่สวน แล้วมาตัดสินคดีนายกเศรษฐารอดภายหลัง ทำให้น่าคิดว่าแรงกระเพื่อมทางสังคมอาจสูงยิ่ง เพราะพรรคหนึ่งเสีย แต่อีกพรรคหนึ่งมีแต่ได้
แต่ถ้าตัดสินว่ายุบพรรคก้าวไกล แล้วตัดสินหลังจากนั้นว่าคดีของนายกรัฐมนตรีที่แต่งตั้งอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นการกระทำผิดจริยธรรม ก็เหมือนกับว่าเสียกันคนละดอก ทั้งสองพรรคโดนเหมือนๆกัน ก้าวไกลถูกยุบ เพื่อไทยก็ถูกตัดสินว่าผิด อาจจะลดโทนอารมณ์แฟนคลับและการปะทะอารมณ์กันลงได้บ้าง
เพียงแต่ถ้าเป็นไปในกรณีนี้ โดยเชิงเปรียบเทียบแล้ว พรรคก้าวไกลย่อมเสียหายกว่าพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทยยังสามารถมีแคนดิเดตนายกฯ สำรองไว้ได้ แต่พรรคก้าวไกลต้องระดมคนเข้าสังกัดใหม่ แล้วก็ต้องปั้นแบรนด์ใหม่ กว่าจะลงตัวต้องใช้เวลา แต่พรรคเพื่อไทยสามารถโหวตแคนดิเดตนายกฯ ใหม่ในสภาได้ทันที และยิ่งวุฒิสภาชุดใหม่ไม่มีอำนาจโหวตนายกฯ แล้ว การที่พรรคเพื่อไทยและพันธมิตรที่มี สส. มากกว่า 300 เสียง ย่อมการันตีว่านายกฯ คนต่อไปยังอยู่ในมือของเพื่อไทย
และเมื่อเชื่อมโยงกับการที่นายทักษิณ ชินวัตร ไปพูดที่ศรีสะเกษ จนทำให้คนทั่วไปคิดว่าจะเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง ก็เลยยิ่งน่าคิดไปกันใหญ่ว่า นายกฯ คนต่อไปจะเป็นคุณอุ๊งอิ๊งค์เลยหรือไม่ โดยมีคุณพ่อซึ่งพ้นโทษแล้ว ถือเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว มาเป็นผู้ที่คอยคัดท้ายรัฐนาวาใหม่ในนามของนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ให้เคลื่อนต่อไปได้ ในยามที่พรรคก้าวไกลถูกยุบและต้องหาพรรคใหม่ซึ่งยังไม่พร้อมที่จะต่อกร
ระยะเวลาดังกล่าวอาจจะเพียงพอที่ทำให้ "อุ๊งอิ๊งค์" เรียนรู้งานในตำแหน่งสูงสุดได้ แต่ทั้งนี้ต้องรอลุ้นกันต่อไปว่าจะออกแบบไหนกันแน่ แต่ไม่ว่าจะออกแบบไหน ก็ย่อมสะท้อนสัจธรรมว่า “การเมืองไทยยังพายเรือในอ่าง” เช่นเดิม