สุนัย จุลพงศธร
"สุนัย จุลพงศธร" เข้าสู่งานการเมืองโดยการเป็นประธานสภาเขตสัมพันธวงศ์ ในปี พ.ศ. 2528 เป็น สส.จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดพรรคชาติพัฒนา ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2538 และการเลือกตั้ง พ.ศ. 2539 และได้รับแต่งตั้งเป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมาในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2548 จึงย้ายมาลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคไทยรักไทย จากนั้นในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 ได้สังกัดพรรคพลังประชาชน และการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 สังกัดพรรคเพื่อไทย
"สุนัย" เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเมื่อเขาขึ้นอภิปรายตอบโต้ฝ่ายค้าน ในขณะที่เขาสังกัดพรรคพลังประชาชน โดยการเปิดโปงเส้นทางเงินทุนที่เชื่อมโยงระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ และ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนกระทั่งถึงการโจมตีผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของพันธมิตรฯ อย่างร้อนแรง
ต่อมาเมื่อมีการก่อรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 3/2557 และคำสั่งที่ 53/2557 เรียกให้สุนัยไปรายงานตัว แต่เจ้าตัวไม่ได้ไปตามคำสั่งดังกล่าว ศาลทหารจึงออกหมายจับ ซึ่งขณะนั้นมีรายงานว่านายสุนัยเข้าร่วมกับ สมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา
จรัล ดิษฐาอภิชัย
"จรัล ดิษฐาอภิชัย" ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน ในฐานะอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน และแกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนักเคลื่อนไหวทางการเมืองสายนักวิชาการ และเป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยการเมือง ไปยังเมืองแห่งน้ำหอม
โดย “จรัล” หรืออีกนามหนึ่ง “สหายแผ้ว” หรือ “สหายชัย” จากการที่เคยต้องหลบหนีเข้าป่าช่วงเหตุการณ์ 16 ตุลา 2519 เคยร่วมการชุมนุมปี 2553 ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ความรุนแรงบนหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
จนกระทั่งการเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ทำให้ “จรัล” ถูกข้อหา มาตรา 112 สืบเนื่องจากการเป็นประธานจัดงาน 40 ปี 14 ตุลา 2516 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวัน 13 ต.ค. 2556 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) จากกรณีที่มีการแสดงละครเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า”
เป็นเหตุให้ “จรัล” ตัดสินใจออกนอกประเทศ จากวันนั้นจนถึงวันนี้รวมแล้วเกือบ 10 ปี
อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง
“อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง” อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตนักร้องอมฮอลล์ชื่อดังแห่งยุค 90 ที่ได้ผันตัวเองมาลงเล่นการเมือง จนกลายเป็นแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงสายฮาร์ดคอร์อันโด่งดัง กับผลงานอันเป็นภาพจดจำ ด้วยการปีนหน้าต่างของโรงแรม เอสซีปาร์ค เพื่อหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงการชุมนุม เมื่อปี 2553
จากการเคลื่อนไหวในฐานแกนนำ ส่งผลให้ “กีร์ อริสมันต์” ต้องหลบหนีจากความผิดทางคดีอาญาที่ตามมาอีกมากมาย
คดีแรก ล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เมื่อปี 2552 ที่พัทยา จ.ชลบุรี สมัยรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ซึ่งคดีนี้ศาลจังหวัดพัทยา มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2562 ให้จำคุก 12 แกนนำ นปช. คนละ 4 ปี
คดีที่สอง ทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2563 จำคุกเป็นเวลา 4 ปี
โดยเมื่อรวมทั้ง 2 คดี ทำให้ “อริสมันต์” ต้องติดคุกรวมเป็นเวลา 8 ปี ซึ่ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “อริสมันต์” ได้มีการเฟซบุ๊กไลฟ์ โดยมีใจความสำคัญ คือ “คิดถึงบ้านและอยากกลับ”
จอม เพชรประดับ
"จอม เพชรประดับ" อดีตผู้สื่อข่าว และพิธีกรรายการโทรทัศน์ เดินทางออกนอกประเทศไทยเมื่อปี 2557 หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ก่อนหน้านั้น นายจอมดำเนินรายการ "ฟันธง" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) กรมประชาสัมพันธ์ ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนที่จะปรากฎตัวสัมภาษณ์พิเศษนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ไปจัดตั้งองค์กรเสรีไทยฯ ต่อต้าน คสช. ในต่างประเทศ
นายจอมเป็นชาวจังหวัดสงขลา จบการศึกษาจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นอดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ก่อนไปทำงานเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ที่สถานีโทรทัศน์ NATTV ในสหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมาเป็นผู้สื่อข่าว สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ก่อนเปลี่ยนผ่านมาเป็นสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี นายจอมเคยสัมภาษณ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลบหนีคดีทุจริตที่ต่างประเทศ ถึงเขตบริหารพิเศษฮ่องกง
นายจอมเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ในยุคที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) รวมทั้งยังทำงานให้กับสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ของนายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายนายทักษิณ แต่ก็ถูกถอดออกจากผังรายการ ภายหลังนายจอมเดินทางออกนอกประเทศ หลบหนีคำสั่ง คสช. เรียกให้บุคคลมารายงานตัว แล้วไปปรากฎตัวที่สหรัฐอเมริกา