ถึงกระนั้นนโยบายดังกล่าว ก็ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง และได้เสียงตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม ส่งผลให้ไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาลสมัยที่ 2 เมื่อปี 2545 และปีเดียวกันจึงเกิด พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545
เมื่อภายหลังการยึดอำนาจ 19 ก.ย. 2549 และเวลาต่อมา "นพ.มงคล ณ สงขลา" ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ขณะนั้น ในรัฐบาล "พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์" ได้ทำการยกเลิกการจ่ายค่าธรรมเนียม "30 บาท รักษาทุกโรค" และเปลี่ยนเป็น "บัตรรักษาฟรีทุกโรค"
กระทั่งต่อมาเมื่อกลับมาสู่โหมดเลือกตั้งตามปกติ ในปี 2550
โดยในรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" อดีตนายกฯ เมื่อปี 2553 ได้เข้ามาสานต่อในเรื่องนี้ พร้อมกับยกเลิกบัตรทอง โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว ในการยื่นเพื่อขอรับการรักษา
ถัดมาสู่ยุครัฐบาล "นารีขี่ม้าขาว" นำโดย "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกฯ น้องสาวคนเล็กทักษิณ ได้กลับมาปัดฝุ่นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคอีกครั้งในปี 2555 แต่มาในรูปแบบการจ่ายมีเงื่อนไข โดยเก็บเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับยา และเป็นไปตามความสมัครใจ ยกเว้น 21 กลุ่มไม่ต้องจ่าย อาทิ
- คนพิการ
- ผู้มีรายได้น้อย
- เด็กไม่เกินอายุ 12 ปีบริบูรณ์
- ผู้มีอายุเกิน 60 ปี
- ผู้นำชุมชน
- อสม.
โดยเป็นการเดินเครื่องต่อหลังรัฐบาลภายใต้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ประกาศยกเลิกจัดเก็บในปี 2549 รวมระยะเวลานานกว่า 5 ปี
จนมาถึงในรัฐบาล "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" อดีตนายกฯ ได้ปรับให้เป็น "บัตรทองพรีเมี่ยม" โดยยกระดับและเพิ่มสิทธิการรักษาพยาบาล อาทิ
- ไม่เก็บค่ารักษาภายใน 72 ชม.หรือพ้นวิกฤต
- ผู้ป่วยมะเร็งรับบริการที่ไหนก็ได้ หรือย้ายหน่วยได้ทันที ไม่ต้องรอ 15 วัน
- ฟอกไตฟรี
- การเพิ่มวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก
- ยาต้านไวรัส HIV
กระทั้งปัจจุบันยุครัฐบาล เศรษฐา จึงกลายมาเป็น "30 บาทรักษาทุกที่" หรือ "30 บาทพลัส"
- ใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่
- ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกให้กับสตรี อายุ 11-20 ปี
- ใช้รักษาสุขภาพจิต (ขยายพื้นที่ให้บริการ)
- แพทย์ปฐมภูมิ ตรวจเลือด รักษา จ่ายยา (ขยายหน่วยบริการ)
ทั้งหมดเป็นสเต็ปของนโยบายในแต่ละยุครัฐบาล เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงการรักษาฟรีอย่างมีคุณภาพและทั่วถึงคนทุกกลุ่ม ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอันสมควรได้รับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ