เนชั่นทีวี

การเมือง

รวมมติครม.มีอะไรบ้าง รู้ยัง ผู้ว่าฯ มี KPI แก้ฝุ่น PM 2.5 เช็กเลย

19 ธ.ค. 2566 | tinakit_rat

รวมมติครม.มีอะไรบ้าง รู้ยัง ผู้ว่าฯ มี KPI แก้ฝุ่น PM 2.5 เช็กเลย

รวมมติครม. 19 ธ.ค. 66 รู้หรือยัง กำหนด KPI ให้ผู้ว่าฯ แก้ฝุ่น PM 2.5 แก้หนี้ทั้งระบบ รายละเอียดเป็นอย่างไร เช็กเลย

19 ธันวาคม 2566 รวมมติการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 19 ธ.ค.66 โดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงการตรึงราคาพลังงานว่า ครม.เห็นชอบในหลักการให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร แต่ราคาค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนทั่วไปนั้น เคาะกรอบเบื้องต้นไม่ให้เกิน 4.20 บาท แต่ยังจะต้องรอค่าก๊าซทั่วโลกอีกครั้ง จึงจะมีความชัดเจน แต่ยืนยันว่า จะไม่ให้ค่าไฟประชาชนทั่วไปเกิน 4.20 บาท

นอกจากนี้มีมติเห็นชอบให้ส่ง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่ง หรือ ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ที่ครม.เห็นชอบ และผ่านการรับฟังความเห็นจากประชาชน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ให้สภาฯพิจารณา ในวันที่ 21 ธ.ค.นี้

ยังได้สั่งการให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องของประเทศกัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม เพื่อจับมือทำแพคเกจส่งเสริมการท่องเที่ยว และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านมาท่องเที่ยวในประเทศไทย พร้อมให้ประสานกับกระทรวง และหน่วยงานในประเทศไทย ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ดำเนินการรองรับการยกระดับการท่องเที่ยว ทั้งการตรวจคนเข้าเมือง การดูแลสถานที่ท่องเที่ยว และห้องสุขาให้สะอาด และให้นักท่องเที่ยวซื้อประกันภัยการท่องเที่ยว ให้ครอบคลุมการรักษาพยาบาลภายในประเทศ และให้ได้รับเงินชดเชยกรณีมีเหตุสุดวิสัย พร้อมสั่งให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ ไปมอบนโยบายแก่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ทั้ง 30 เขตทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมและโฆษณาการท่องเที่ยวของไทย

ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

สำหรับรายละเอียดดังนี้ มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน เป็นมาตรการต่อเนื่องจากมาตรการที่ดำเนินในช่วงเดือนกันยายนยน 2566 ถึงเดือนธันวาคม 2566 เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชชนและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้

มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและด้านไฟฟ้า

     1. ราคาน้ำมันดีเซล บริหารราคาน้ำมันดีเซลในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2567 โดยกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังร่วมกันบริหารจัดการราคาขายปลีก โดยใช้กลไกของภาษีสรรพสามิตและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

     2. ราคา LPG บริหารราคาในการตรึงราคาขายปลีก LPG ที่ระดับ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2567 โดยกระทรวงพลังงานบริหารผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

     3. ให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาดำเนินการตรึงอัตราค่าไฟฟ้าที่ประกาศเรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้ารอบเดือนมกราคม 2567 ถึงเดือนเมษายน 2567 ในอัตราไม่เกิน 4.20 บาทต่อหน่วยต่อไป

     4. ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้า ไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งเป็น กลุ่มเปราะบาง จะคงไว้ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย (คือลดไป 21 สตางค์ต่อหน่วย) ซึ่งจะเป็นการลดเป็นเวลา 4 เดือน ครอบคลุมรอบบิล มกราคม – เมษายน 2567  โดยคาดว่าจะมีกลุ่มเปราะบางที่ได้รับการช่วยเหลือจากมาตรการรวมทั้งสิ้นประมาณ 17.77 ล้านราย โดยรัฐจะใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 487.50 ล้านบาทต่อเดือน (ประมาณ 1,950 ล้านบาท สำหรับ 4 เดือน)

สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่กลุ่มเปราะบาง ขอทำความเข้าใจว่ามีความจำเป็นต้องให้ราคาขึ้นจากเดิมที่ลดไว้ด้วยเหตุหลายๆ ปัจจัย แต่ทางรัฐบาลจะพยายามให้ไม่เกิน 4.20 บาทต่อหน่วย และจะแจ้งให้ทราบหลังจากได้เห็นราคาก๊าซ ณ วันที่ 1 มกราคม 2567 อีกที

โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวา มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเหล่านี้ เป็นการแบ่งเบาภาระให้ประชาชนระยะสั้น บนระบบและโครงสร้างราคาพลังงานที่มีการใช้มากว่า 40 ปี ในส่วนของการดำเนินการระยะยาวนั้น ได้มีการจัดตั้งคณะมาทำงานเพื่อปรับทั้งระบบและโครงสร้างราคาพลังงานแล้ว ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอให้ความมั่นใจแก่ประชาชนว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ให้ประชาชน

อนุมัติงบประมาณ 4,900 ล้าน แก้ไขหนี้ทั้งระบบ

1. ให้ความเห็นชอบมาตรการ จำนวน 3 มาตรการ ดังนี้

     1.1. มาตรการช่วยเหลือพักหนี้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ที่ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19)

     1.2. มาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือและรองรับลูกหนี้นอกระบบ

     และ 1.3. มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด 19 ตามโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด 19 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

2. อนุมัติงบเงินงบประมาณ จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำนวน 2 มาตรการ ได้แก่

     1. มาตรการช่วยเหลือพักหนี้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ที่ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) จำนวน 400 ล้านบาท

      2. มาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือและรองรับลูกหนี้นอกระบบ จำนวน 4,500 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 4,900 ล้านบาท และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ยกเว้นค่าผ่านทางช่วงปีใหม่

อนุมัติและเห็นชอบ การยกเว้นการเก็บค่าผ่านทางทางหลวงหมายเลข 7 เส้นทางมอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-ชลบุรี-บ้านฉาง กับ ทางหลวงหมายเลข 9 กาญจนาภิเษกวงแหวนรอบนอก ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2566  ถึง 3 มกราคม 2567 เวลา 00.00 น. โดยไม่เก็บค่าผ่านทาง

กำหนด KPI แก้ฝุ่น PM 2.5

เห็นชอบ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอขอความเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ในปี 2567 และเสนอกลไกทั้งระดับชาติและระดับพื้นที่ โดยเน้นมาตรการ 5 ข้อคือ

     1. กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 17 จังหวัดภาคเหนือเป็นหลัก และกทม. ปริมณฑล พื้นที่เป้าหมายที่เป็นป่าอนุรักษ์ 10 แห่ง และป่าสงวนแห่งชาติ 10 แห่ง พื้นที่เกษตรที่เคยมีประวัติการเผาไหม้ซ้ำซาก

     2. สร้างกลไกการทำงาน ให้ภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนการแก้ไขปัญหา เพื่อลดข้อจำกัดในงบประมาณ

     3. ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อสั่งการลงสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่

     4. การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน

     5. ยกระดับการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนให้เข้มข้น จากระดับภูมิภาคอาเซียนไปสู่การเจรจาระดับทวิภาคี

โดยมีการกำหนดเป้าหมายให้เป็นรูปธรรมและกำหนด kpi ของผู้ว่าทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ คือ การเผาไหม้ในป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติ ลง 50% รวมถึงตั้งเป้าการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมลง 50% แต่ถ้าเป็นพื้นที่เป้าหมายรอง ที่ไม่ใช่ 17 จังหวัด ไม่ได้อยู่ในป่าสงวนหรือป่าอนุรักษ์ให้ตั้งเป้าการเผาลดลง 20% เช่นเดียวกับพื้นที่เกษตรอื่นที่ไม่ได้อยู่ในเขต 17 จังหวัดภาคเหนือ ให้ลดลง 10%

ทั้งนี้ ได้กำหนดเป็น kpi ว่า

  • กรุงเทพฯ ค่าเฉลี่ยพีเอ็ม 2.5 จะต้องลดลง 20%
  • ภาคเหนือ ค่าเฉลี่ยพีเอ็ม 2.5 จะต้องลดลง 40%
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือค่ าเฉลี่ยพีเอ็ม 2.5 จะต้องลดลง 10%
  • ภาคกลาง ค่าเฉลี่ยพีเอ็ม 2.5 จะต้องลดลง 20%

ส่วนจำนวนวันที่มีหมอกควันเกินค่ามาตรฐาน

  • กรุงเทพฯ ต้องลดลง 5%
  • ภาคเหนือ 30%
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5%
  • ภาคกลาง 10% 

สำหรับมาตรการหลักที่จะทำ มีตั้งแต่ภาคราชการตั้งศูนย์ปฏิบัติการ โดยให้ผู้ว่าฯ เป็นประธานศูนย์ คอยมอนิเตอร์ และมีชุดปฏิบัติการระดับอำเภอลงไปถึงระดับตำบล คอยมอนิเตอร์ควบคุมไม่ให้มีการเผา ถ้าจะเผาต้องขออนุญาต และทางมหาดไทยโดยกลไกส่วนภูมิภาค จะจัดคิวสำหรับการเผา ไม่ให้เผาพร้อมกันในห้วงเวลาเดียวกัน และจะส่งเสริมให้ภาคเอกชนที่เอาวัสดุการเกษตรไปทำเชื้อเพลิง หรือเป็นวัตถุดิบโรงไฟฟ้าชีวมวล หรือเอาเป็นอาหารสัตว์ ก็จะมีสิทธิพิเศษด้านภาษีหรือหนุนเรื่องดอกเบี้ย

นอกจากนี้ มียูโรไฟว์ที่มีสารประกอบกำมะถันต่ำ ซึ่งแพงกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไป 3 บาท เริ่มบังคับใช้ปี 2567 แต่ครั้งนี้มีการขอให้ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือว่า ไม่ต้องรอ 1 มกราคม แต่เริ่มดำเนินการได้เลย และให้จำหน่ายในราคาเดียวกับน้ำมันดีเซลทั่วไป

รับทราบรายงานป.ป.ง.

รับทราบและเห็นชอบ รายงานผลการปฏิบัติงานของ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 คือ

     1. รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเสนอ และให้เสนอสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อไป

     2. เห็นชอบให้นำความเห็นและข้อสังเกตของกระทรวงยุติธรรม สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรี และนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อไป

     3. ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินรับความเห็นของกระทรวงยุติธรรม สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

รับทราบภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สามของปี 2566 และแนวโน้มปี 2566 – 2567

คณะรัฐมนตรีรับทราบภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่สามของปี 2566 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทย 2566 – 2567 ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

     1. ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของ ปี 2566  เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2566 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ขยายตัวร้อยละ 1.5 โดยแบ่งเป็น

     1.1. ด้านการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์สูง การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนการส่งออกสินค้า การอุปโภคของรัฐบาล และการลงทุนภาครัฐปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

     1.2. ด้านการผลิต สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารและสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวในเกณฑ์สูง สาขาเกษตรกรรม สาขาการขายส่งและการขายปลีก และสาขาการก่อสร้างขยายตัว ส่วนสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลงต่อเนื่อง

     2. แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2566 และ 2567 แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2566 คาดว่า GDP จะขยายตัวร้อยละ 2.5 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 2.6 ในปี 2565 อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.4 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 1.0 ของ GDP สำหรับปี 2567 คาดว่า GDP จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.7 – 3.7

     3. การบริหารเศรษฐกิจมหภาคในปี 2567 แนวทางบริหารจัดการเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2566 และปี 2567 ควรให้ความสำคัญกับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่  3.1 การดำเนินนโยบายการเงินการคลังอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ เช่น เพิ่มพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy space) ให้มีความเพียงพอเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไปและจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้

     3.2 การเตรียมมาตการเพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางในปัจจุบันที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญ ทั้งด้านแรงงาน ความผันผวนของราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์และต้นทุนภาคเกษตร                   

     3.3 การขับเคลื่อนภาคการส่งออกสินค้า เช่น เร่งรัดการส่งออกสินค้าไปยังตลาดที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวดีและการสร้างตลาดใหม่ ใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และอำนวนความสะดวกและลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก

     3.4 การสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน เช่น ส่งเสริมการลงทุนเชิงรุกผ่านยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุน 5 ปี (2566 – 2570) ส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมทั้งการขับเคลื่อนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษในแต่ละภูมิภาค   

     3.5 การสนับสนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและบริการเกี่ยวเนื่อง เช่น จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างการรับรู้ต่อมาตรการ Long – term resident visa (LTR) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ และส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศไทยโดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง  

    3.6 การดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร เช่น ป้องกันและบรรเทาผลกรระทบจากภัยแล้ง เพิ่มส่วนแบ่งให้เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตขั้นสุดท้าย และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตและใช้ปุ๋ยและวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ และ 3.7 การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ เช่นเร่งรัดเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปีและงบลงทุนรัฐวิสาหกิจในช่วงที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ยังไม่มีผลบังคับใช้ และติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ

ข่าวล่าสุด