เนชั่นทีวี

การเมือง

เปิดความเห็นเเย้ง "ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์" ปธ.ศาลอุทธรณ์ คดียกฟ้อง 21 แกนนำ พธม.

06 พ.ย. 2566 | piyawan_uan

เปิดความเห็นเเย้ง "ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์" ปธ.ศาลอุทธรณ์ คดียกฟ้อง 21 แกนนำ พธม.

เปิดความเห็นเเย้ง "ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์" ปธ.ศาลอุทธรณ์ คดียกฟ้อง 21 แกนนำและแนวร่วมพันธมิตรฯ ปิดล้อมอาคารรัฐสภา ขวาง "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" แถลงนโยบาย ชี้ชัดกลุ่มจำเลยเป็นการกระทำละเมิด รธน. ผิดกฎหมายอาญา 116 เเละข้อหาอื่นๆ

6 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้อง 21 อดีตแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรฯชุมนุมบริเวณรัฐสภา วันที่ 5-7 ตุลาคมปี 2551 นั้น

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์ ประธานศาลอุทธรณ์ในขณะนั้น ได้ทำความเห็นเเย้งไว้ 32 หน้ากระดาษ สรุปใจความว่า

ตามข้อเท็จจริงที่องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยฟังมาดังกล่าว เห็นได้ว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร มีการจัดตั้งอย่างมีแผนงาน เป็นกลุ่มบุคคลจัดตั้งที่มีระบบบริหารจัดการอย่างดี มีการตั้งผู้บริหารจัดการการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เรียกว่าแกนนำ

ซึ่งตามพฤติการณ์ตามทางนำสืบของคู่ความ กลุ่มผู้ชุมนุมยินยอมเชื่อฟังแกนนำ เมื่อแกนนำรุ่นแรกถูกออกหมายจับ ก็มีการเลือกแกนนำรุ่นที่ 2 ดำเนินงานแทนได้ในทันที อันแสดงถึงการจัดการอย่างมีระเบียบแบบแผน มีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน แกนนำจึงเป็นผู้รับผิดชอบสั่งการกลุ่มพันธมิตรได้

นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์ ประธานศาลอุทธรณ์ในขณะนั้น

โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงถึงการปราศรัยของฝ่ายจำเลย ที่ปลุกระดมให้ปิดล้อมรัฐสภาเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นภาพว่า การปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล จำเลยที่ 1-5,19 เป็นผู้พูดปราศรัย และที่เวทีหน้ารัฐสภา จำเลยที่ 4,9-13 เป็นผู้พูดปราศรัย

โจทก์นำสืบพยานบุคคลหลายปาก มีพยานบุคคลนำสืบถึงเหตุการณ์ว่า จำเลยหมุนเวียนกันปราศรัยปลุกระดมผู้ชุมนุมเคลื่อนไปปิดล้อมบริเวณอาคารรัฐสภา รวมทั้งการตัดกระแสไฟฟ้าบริเวณอาคารรัฐสภา มีพยานสื่อมวลชน ตำรวจอีกหลายปาก นำสืบถึงการใช้อาวุธของกลุ่มผู้ชุมนุม ใช้ไม้และลูกเหล็กยิงจากหนังสติ๊ก และแทงด้วยไม้คันธงปลายแหลม ได้ยินเสียงปืนจากกลุ่มผู้ชุมนุม

มีพยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยมีการควบคุมการปิดถนนแยกการเรือนและถนนราชวิถี แยกขัตติยานี กลุ่มผู้ชุมนุมได้ตัดน้ำ ตัดกระแสไฟฟ้าของรัฐสภา

พยานปากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เบิกความยืนยันว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้อาวุธปืนยิงเจ้าพนักงานตำรวจ ขณะเคลื่อนย้ายผู้อยู่ในอาคารรัฐสภาให้ออกไป จนพยานกับเจ้าพนักงานตำรวจต้องหลบเข้าไปในอาคาร ซึ่งโจทก์มีพยานหลักฐานทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งของสื่อมวลชนจำนวนมาก อ้างส่งประกอบคำเบิกความพยานโจทก์

โดยวัตถุประสงค์ของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ในการปิดล้อมอาคารรัฐสภาไม่ให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายก่อนเข้ารับ หน้าที่ อันเป็นภารกิจและหน้าที่ของ ครม.ตามรัฐธรรมนูญ และการปิดล้อมไม่ให้ สส., สว. และ ครม. ออกจากรัฐสภาด้วยการล็อกกุญแจ ล่ามโซ่และขึงลวดหนามที่ประตูปราสาทเทวฤทธิ์

เปิดความเห็นเเย้ง "ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์" ปธ.ศาลอุทธรณ์ คดียกฟ้อง 21 แกนนำ พธม.

และด้วยการใช้กลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมบริเวณดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้เสรีภาพในการชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่เสรีภาพในการชุมนุมย่อมต้องมีขอบเขตและข้อจำกัดเช่นเดียวกับเสรีภาพอื่นๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันบัญญัติไว้ ที่ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน เเละประโยชน์สังคมส่วนรวมควบคู่กันไป การใช้เสรีภาพอย่างปราศจากขอบเขตตามอำเภอใจ ผลกระทบต่อเสรีภาพของผู้อื่นย่อมมิใช่เจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญเช่นกัน

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรมีพยานหลักฐานชัดเจนว่า เป็นผู้ควบคุมสั่งการกลุ่มผู้ชุมนุมมีเป้าหมายชัดแจ้งว่า เพื่อขัดขวางมิให้ ครม.ในรัฐบาลของนายสมชาย เข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้ อันเป็นหน้าที่ของครม. ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อขัดขวางมิให้การเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่า เป็นการใช้สิทธิชุมนุมโดยสุจริต เป็นการกระทำที่มีเจตนาชัดแจ้งเพื่อกระทำการอันขัดต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย มิให้ดำเนินไปได้ ถึงขนาดที่ถือได้ว่า เป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของระบอบการปกครองแล้ว

นอกจากนั้น การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร มีการแบ่งหน้าที่กันทำ แบ่งกันควบคุมพื้นที่และควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุมมีการแต่งตั้งฝ่ายที่ทำหน้าที่ควบคุม เรียกตนเองว่า นักรบศรีวิชัย มีลักษณะเป็นขบวนการ พูดข่มขู่เจ้าพน้างานตำรวจระดับผู้บังคับการว่า หากผ่านเข้าไปในเขตที่พวกกลุ่มพันธมิตรตั้งสิ่งกีดขวางถนนและการจราจรไว้ จะไม่รับรองความปลอดภัยนั้น เป็นการชุมนุมที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

แม้การชุมนุมเมื่อเดือน พฤษภาคม 2551 เพื่อขับไล่นายสมัคร จะผ่านไปด้วยเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายสมัคร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อนายสมชาย กับ ครม.ใหม่จะเข้าทำหน้าที่ กลุ่มพันธมิตร ยังจัดการชุมนุมต่อเนื่องเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบาย การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรจึงมีลักษณะเป็นขบวนการจัดตั้งที่มีเป้าหมายเพื่อเป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม

โดยใช้วิธีจัดการชุมนุมที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ กีดขวางการสัญจรในทางสาธารณะ อันมีลักษณะเป็นการกระทำซ้ำด้วยการใช้การ ปลุกระดม และมีลักษณะที่ก่อให้เกิดการใช้ความรุนแรงในสังคมขึ้น ก่อให้เกิดการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรภายใต้การนำและกำกับ ควบคุม สั่งการ วางแผนยุทธศาสตร์

โดยมีกองกำลังจัดตั้งเรียกว่า นักรบศรีวิชัย ควบคุมทางสัญจรอันเป็นทางสาธารณะ มิให้บุคคลอื่นใช้ผ่านไปมาได้ตามปกติ โดยไม่ปรากฏว่า มีกฎหมายรองรับพฤติการณ์ต่างๆ เช่นนี้ ส่อแสดงถึงเจตนาที่จะชุมนุม โดยผ่าฝืนกฎหมาย การกระทำเช่นนี้ย่อมเข้าลักษณะกฎหมายปิดปาก

กล่าวคือ ไม่อาจอ้างได้ว่า ใช้สิทธิโดยสุจริต จึงไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญดังที่องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยทั้งองค์คณะผู้พิพากษา ได้วินิจฉัยในหน้า 44 ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีไม้กระบอง ธงด้ามยาวและหนังสติ๊ก และฟังข้อเท็จจริงเชื่อว่า กลุ่มผู้ชุมนุมใช้อุปกรณ์ดังกล่าวยิง และตี
เจ้าพนักงานตำรวจจึงเป็นอาวุธอุปกรณ์ที่องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยเห็นได้อยู่ในตัวว่า เป็นสิ่งที่มีการเตรียมการไว้ก่อน มิฉะนั้น ย่อมไม่อาจจัดหาได้ในทันทีในขณะเจ้าพนักงานตำรวจผลักดันเพื่อสลายการชุมนุม อันแสดงชัดว่า การชุมนุมนั้นมีอาวุธ

ข้อที่องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยในหลายแห่งว่า แกนนำกลุ่มประกาศให้ชุมนุมโดยสงบ ไม่มีอาวุธ ไม่ก่อความวุ่นวาย แล้วนำมาเป็นเหตุผลประกอบการวินิจฉัยว่า การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เพื่อนำไปสู่บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 วรรคหนึ่ง ที่ให้สิทธิชุมนุมนั้น

การประกาศดังกล่าวขัดแย้งกับข้อเท็จจริงตามที่รับฟังได้ว่า การชุมนุมมีวัตถุประสงค์เพื่อเป้าหมายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญมาแต่ต้น และมิใช่การชุมนุมโดยสงบ ทั้งเป็นการชุมนุมโดยมีอาวุธ

ที่องค์คณะผู้พิพากษาฟังว่า แม้มีการตอบโต้จากผู้ร่วมชุมนุมบางคนบ้างโดยใช้หนังสติ๊กยิงหัวนอตโลหะ ขว้างลูกเหล็ก ขว้างประทัด และใช้ท่อนไม้ตี เจ้าพนักงานตำรวจ ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว จะถือเอาเป็นเจตนาร่วมของผู้ร่วมชุมนุมทุกคนไม่ได้

ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่อาจชี้ได้ว่า กลุ่มจำเลยเป็นตัวการสั่งการและที่องค์คณะผู้พิพากษาฟังว่า หลังเกิดเหตุ กสม.ทำรายงานว่า การปฏิบัติของเจ้าพนักงานตำรวจขัดต่อหลักการปฏิบัติและเกินความจำเป็นเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน

ศาลปกครองสูงสุดก็วินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานตำรวจสลายการชุมนุมไม่เป็นไปตามขั้นตอนและไม่เหมาะสม มีการใช้แก๊สน้ำตามากเกินกว่าที่จะใช้โดยปกติ ทำให้เกิดการปั่นป่วนชุลมุนมีผู้บาดเจ็บ ถือว่าจำเลยและกลุ่มพันธมิตรมีเสรีภาพในการชุมนุมตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ฟังไม่ได้ว่าเป็นการชุมนุมโดยไม่ชอบอุทธรณ์โจทก์ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น นั้นข้าพเจ้าไม่เห็นพ้องด้วย

โดยเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้ มูลเหตุการชุมนุมเกิดจากสาเหตุทางการเมือง ข้อเท็จจริงที่องค์คณะผู้พิพากษาพังยุติได้ความว่า ผู้จัดชุมนุมมีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรขึ้นมาก่อนเกิดเหตุเป็นระยะ เวลายาวนาน ประกาศตนเป็นกลุ่มต่อสู้ทางการเมือง มีการจัดตั้งที่มีการบริหารจัดการ มีการวางแผนงานล่วงหน้า โดยมีเป้าหมายกดดันนายสมัคร นายกรัฐมนตรี ที่มาจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ให้ลาออกจากตำแหน่ง มีการชุมนุมที่ยืดเยื้อ จัดการวางแผนอย่างเป็นระบบ ย่อมต้องมีการบังคับบัญชาสั่งการ

ซึ่งได้ความว่า กระทำโดยกลุ่มแกนนำ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายสมัคร พ้นจากนายกรัฐมนตรี แกนนำและผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรถูกออกหมายจับ ก็มีการผลัดเปลี่ยนแกนนำโดยจำเลยที่ 9-11ได้รับเลือกเป็นแกนนำรุ่นที่ 2

เมื่อคณะรัฐมนตรีชุดนายสมชาย นายกรัฐมนตรี กำหนดแถลงนโยบาย แกนนำกลุ่มพันธมิตรปราศรัยให้ผู้ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลรวมตัวปิดล้อมอาคารรัฐสภาเพื่อคัดค้านการแถลงนโยบาย ปิดล้อมทางเข้าออกรัฐสภา ไม่ให้ ครม.และสมาชิกรัฐสภาเดินทางออกได้ จนเจ้าพนักงานตำรวจต้องผลักดันสลายการชุมนุม

ข้อเท็จจริงคดีนี้จึงเป็นเหตุการณ์ชุมนุมที่มิได้เกิดขึ้นครั้งเดียวคราวเดียว แต่เป็นการชุมนุมยืดเยื้อเป็นระยะเวลายาวนานหลายเดือน เป้าหมายการชุมนุมมิได้มีกิจกรรมเดียว แต่มีกิจกรรมหลายครั้งต่อเนื่องกัน ตั้งแต่เรียกร้องให้นายสมัคร ลาออกจนถึงการสกัดกั้นขัดขวางมิให้นายสมชาย กับ ครม.เข้าแถลงนโยบาย มีการจัดตั้งกลุ่มเป็นระบบ มีการควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างดีด้วยการบริหารจัดการ

มีการใช้ยุทธศาสตร์ในการบริหารการชุมนุม มีผู้ควบคุมการชุมนุมในแต่ละแห่งแยกกันโดยมีการประสานงานหารือกันให้เป็นไปอย่างที่แกนนำต้องการ ดังคำเบิกความพยานโจทก์ ที่เบิกความจำเลยที่ 21 อ้างว่าไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ต้องประสานขออนุญาตกลุ่มแกนนำก่อน

ส่วนที่องค์คณะผู้พิพากษาอ้างคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ศาลปกครองสูงสุด และรายงาน กสม.ประกอบการวินิจฉัยนั้น ไม่มีกฎหมายรองรับว่า ศาลยุติธรรมต้องผูกพันในผลแห่งการวินิจฉัยดังกล่าว ต่างกับกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติให้ผูกพันทุกองค์กร

นอกจากนี้ แม้ได้ความว่า การปฏิบัติการของเจ้าพนักงานตำรวจในการสลาย การชุมนุมเป็นการเกินความจำเป็นโดยใช้ขั้นตอนที่ไม่เหมาะสม ใช้แก๊สน้ำตามากเกินกว่าปกติตามรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม

การกระทำเกินกว่าเหตุของเจ้าพนักงานตำรวจก็เป็นเหตุการณ์อันเกิดขึ้นภายหลัง จากการขัดขวางการแถลงนโยบายโดยกลุ่มพันธมิตรภายใต้การนำของจำเลย หามีผลต่อการชุมนุมโดยไม่ชอบ ของฝ่ายจำเลยที่เกิดขึ้นก่อนแล้วให้กลายเป็นความชอบธรรมและกลายเป็นการชุมนุมโดยชอบตามรัฐธรรมนูญไม่ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับที่องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัย

โดยเห็นว่า การชุมนุมของจำเลยที่ 1,2และที่ 4-21 ไม่ใช่การชุมนุมโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ ในประเด็นความผิดตาม ป.อาญามาตรา 116 ที่องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1,2,4-21 ไม่มีความผิด ข้าพเจ้าไม่เห็นพ้องด้วย โดยเห็นว่า เมื่อการชุมนุมมีเป้าหมายเพื่อกระทำการฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญดังความเห็นแย้งข้างต้น

และกรณีไม่ใช่การชุมนุมโดยสุจริตที่จะอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ การกระทำย่อมเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำการด้วยการ ปราศรัยด้วยวาจาหรือการกำกับสั่งการควบคุมด้วยวิธีการอันปกปิดในกลุ่มตนเพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมกระทำการปิดล้อมอาคารรัฐสภาในตอนต้นมิให้การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีกระทำได้ และเมื่อขัดขวางไม่สำเร็จก็ปิดล้อมมิให้ผู้ที่อยู่ในอาคารรัฐสภาออกไปได้อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต โดยมีเจตนาพิเศษโดยมุ่งหมายให้ ครม.ไม่อาจทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญได้

จึงเป็นการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย ทั้งเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงกฎหมาย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรอยู่ในตัว และเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน จึงเป็นความผิดตามมาตรา 116 แล้ว

โดยเห็นว่า ดังความเห็นแย้งข้อ 2 และไม่ใช่การชุมนุมโดยสุจริตที่จะอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ ดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1,2,4-21 ย่อมเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำการเพื่อให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง นำไปสู่เหตุปะทะกันกับเจ้าพนักงานตำรวจจนเกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่น จึงเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 215

ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานสั่งให้กลุ่มพันธมิตร (ที่ขัดขวางการเข้ารัฐสภาเพื่อไม่ให้ผู้ใดเข้าไปและปิดล้อมรัฐสภาในภายหลังเพื่อไม่ให้ผู้ใดออก) ให้เลิกกระทำแล้ว แต่กลุ่มพันธมิตรภายใต้การกำกับดูแลกลุ่มจำเลย จึงมีความผิดตามมาตรา 216 ด้วย

ในส่วนความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่น และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และ 310  ข้าพเจ้าเห็นว่า เมื่อองค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัย ฟังว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีการกระทำปิดล้อมขวางทางเข้าออกจนผู้เสียหาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกบางคนไม่สามารถเข้าออกอาคารรัฐสภาได้ ซึ่งการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ใต้การบังคับบัญชา สั่งการและควบคุมของจำเลยที่ 1,2เเละ4-21 ดังกล่าวแล้ว อันเป็นการก่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมกระทำความผิดมาแต่ต้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าจะเกิดการปะทะกับเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมาย

แม้กรณีเป็นการที่ผู้ชุมนุมตอบโต้เจ้าพนักงานตำรวจที่ใช้แก๊สน้ำตาจนเกิดเหตุบานปลายไม่อาจควบคุมผู้ชุมนุมให้อยู่ในความสงบได้ ผู้ชุมนุมระบายความโกรธแค้นด้วยวิธีการต่างๆ ดังที่องค์คณะวินิจฉัยก็ตาม จำเลยย่อมถูกปิดปากมิให้อ้างว่า มิใช่การกระทำอันเกิดแต่การก่อใช้หรือสั่งการของตนมาแต่ต้นหาได้ไม่

เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมใช้กำลังคนที่เข้าชุมนุมจำนวนมากปิดล้อมอาคารรัฐสภา จนผู้เสียหายบางคนไม่สามารถเข้าออกอาคารรัฐสภาได้เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมทางเข้าออกและตะโกนว่า "ฆ่ามัน ฆ่ามัน" จนเหล่าพยานติดค้างอยู่ในอาคารหลายชั่วโมง โดยกลุ่มผู้ชุมนุมมีพฤติการณ์ทำให้พยานโจทก์เกิดความกลัวภัยจนไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภาและต้องถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังจนเสียเสรีภาพไม่อาจเดินทางออกจากอาคาร อันล้วนเป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้ชุมนุมที่เกิดแต่การก่อหรือใช้หรือควบคุมสั่งการบังคับบัญชาของกลุ่มจำเลย

จำเลยที่ 1,2 เเละ 4-21 จึงมีความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่น และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309,310 ข้าพเจ้าจึงทำความเห็นแย้งนี้ไว้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการทำความเห็นเเย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นอำนาจของประธานศาลอุทธรณ์ ซึ่งอาจให้เกิดสิทธิในการโต้เเย้งในชั้นฎีกาได้

โดยสามารถอ่านความเห็นเเย้งของนายชูชัย ประธานศาลอุทธรณ์ฉบับเต็ม (คลิก)

ข่าวล่าสุด