ดังนั้นในความคลุมเครือไม่ชัดเจนในเรื่องของ “ผู้กระทําความผิด อันเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง” ที่พรรคก้าวไกลบรรจุอยู่ในร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับดังกล่าว อาจเหมารวมถึง “ผู้กระทําผิดที่เกี่ยวกับความมั่นคง ม.112 เข้าไปด้วย ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อยู่ในลักษณะความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1
โดยคดีความมั่นคงไม่ใช่คดีทางการเมือง ซึ่งในปัจจุบันมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก จะเห็นได้จากการจัดการชุมนุมในแต่ละครั้ง ตั้งแต่ปีพ.ศ.2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มักที่จะอ้างว่าเป็นการออกมาเรียกร้องทางการเมืองแต่ทุกครั้งที่ขึ้นปราศรัย ส่วนใหญ่แล้วจะปราศรัยหมิ่น, จาบจ้วง, ก้าวล่วง, โจมตี, ใส่ร้าย, กล่าวหาสถาบัน พระมหากษัตริย์ต่างๆนานา จึงเป็นที่มาของบรรดาผู้ชุมนุมที่ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ แจ้งความดําเนินคดี ตามประมวลกฎหมายอาญาม. 112 ไม่ว่าจะเป็นแกนนําและหรือผู้ชุมนุมที่ขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่มต่างๆ อาทิ กลุ่มเยาวชนปลดแอก,กลุ่มราษฎร, กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม, กลุ่มทะลุฟ้า ,กลุ่มทะลุวัง รวมไปถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หลายๆคนของพรรคก้าวไกล จึงเป็นข้อกังขา, ข้อสงสัยและข้อสันนิษฐานว่า นี่หรือไม่ที่เป็นที่มาของการดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับดังกล่าว