สำหรับวันนี้ (26 ก.ย.) นายอานนท์ จำเลยเดินทางมาฟังคำพิพากษา พร้อมด้วยภรรยาและลูกชาย ขณะที่มีทีมทนายความ และตัวแทนสถานทูตเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และสหประชาชาติ พร้อมมวลชน มาให้กำลังใจประมาณ 100 คน
โดยศาลอาญา พิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่าย ที่นำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่า ฝ่ายโจทก์ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.สำราญราษฎร์ , สน.ชนะสงคราม เบิกความสอดคล้องในทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุจำเลยกับพวก ได้ร่วมกันจัดชุมนุมทางการเมือง โดยจำเลยแถลงข่าว และใช้สื่อโซเชียล ชักชวนให้ประชาชนมาร่วมชุมนุมประมาณ 1,000 คน มีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1.พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2.มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 3.ปฏิรูประบบสถาบันกษัตริย์
บางช่วงบางตอน จำเลยปราศรัยว่า หากวันนี้มีการสลายการชุมนุม ก็ไม่ต้องคิดมาก เพราะเป็นคำสั่งจากเบื้องบนเท่านั้น ซึ่งเป็นการดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย สถาบันกษัตริย์ให้ได้รับความเสื่อมเสีย ประชาชนเข้าใจผิดถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ทั้งที่จำเลยเป็นนักกฎหมาย และทนายความย่อมทราบดี ถึงขอบเขตการชุมนุม ที่จะไม่กระทบสิทธิเสรีภาพ และสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น อีกทั้งการชุมนุมของจำเลย เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฯ ที่จำเลยอ้างว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุม ได้รับความเดือดร้อนนั้น ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ หักล้างพยานโจทก์ได้
การกระทำของจำเลย เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม ฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุก 4 ปี และ ฐานกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฯ ปรับ 20,000 บาท ส่วนข้อหาอื่นให้ยก