ถ้าหากการของบของแต่ละหน่วยงาน แต่นายกฯไม่ได้ให้ จะให้การทำงานมีปัญหาหรือไม่นั้น นายเศรษฐา กล่าวว่า อะไรที่เหมาะสมก็ต้องทำ อะไรไม่เหมาะสมก็ต้องถูกตีกลับไปพิจารณากันใหม่ เพราะหลายกระทรวงก็มีความต้องการกันมาก เรื่องบางอย่างไม่ต้องการงบประมาณก็สามารถทำได้ ซึ่งอยากให้รัฐมนตรีหลายคนโฟกัสที่จุดนี้ด้วยเช่นกัน ในการเปลี่ยนแปลงนโยบาย รวมถึงการแก้กฎกติกาบางอย่าง ที่ไม่ต้องการงบประมาณ ก็สามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นได้
ส่วนกังวลหรือไม่เพราะที่ผ่านมาการใช้งบประมาณเกี่ยวข้องกับคะแนนของแต่ละพรรคด้วย นายเศรษฐา กล่าวว่า การมาทำงานวันนี้ (9ก.ย.) เพื่อประชาชน ซึ่งเรื่องความต้องการของประชาชนเป็นเรื่องที่สุด
ส่วนการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกที่มีการของบประมาณเพิ่มเท่าตัว ซึ่งงานเหลือระยะเวลาอีก 3 ปี จะมีการเพิ่มงบให้หรือไม่และจะบริหารจัดการอย่างไร นายเศรษฐา ระบุว่า เป็นเรื่องที่แปลกใจ แต่การมา จ.อุดรธานี ครั้งนี้ เป็นการมารับฟังความคืบหน้า ซึ่งเหลือเวลาอีก 3 ปี ก็ต้องดูให้ดี หากสร้างไม่ทันก็จะเป็นปัญหา ซึ่งการเพิ่มงบประมาณอีก 3,000 ล้านบาทนั้น เชื่อว่าทุกคนมีความกังวล แต่ทาง อบจ.บอกแล้วว่าเป็นผู้นำเสนอ และทางนักวิชาการก็ต้องกลับไปช่วยกันดูให้เหมาะสม ลดค่าใช้จ่ายทำให้อยู่ในกรอบงบประมาณที่สามารถทำได้ หาเพิ่มมานิดหน่อยก็น่าจะสามารถพิจารณาได้
"แต่สำคัญที่สุดคือจุดเริ่มต้น ที่ต้องเริ่มแล้ว ไม่เช่นนั้นไม่ทัน และจะเป็นการเสียหน้า หวังว่าอบจ.จะเข้าใจ เพราะทุกภาคส่วนต้องการงบประมาณหมด ซึ่งบางนโยบายก็เป็นเรื่องยาก ผมจึงบอกว่า อยากลงพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพื่อมารับฟังปัญหา ซึ่งหลายเรื่องยังไม่ได้ถูกหยิบยกมาพูด" นายกฯ กล่าว
ขณะเดียวกัน จะมีการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วจะเร่งบริหารจัดการต่อไป นอกจากเรื่องปากท้องแล้ว ปัญหายาเสพติด ก็เป็นปัญหาสำคัญของภาคอีสานเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลต้องดูทุกเรื่อง
นอกจากนี้ นายเศรษฐา กล่าวว่า การลงพื้นที่ภาคอีสานหลังได้รับตำแหน่งนายกฯ รู้สึกอบอุ่นมากกว่าช่วงหาเสียง ดังนั้นหากถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือต้องการให้กำลังใจเชื่อว่าการลงพื้นที่อีสานโดยเฉพาะ 3 จังหวัดนี้ ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ทำให้ได้รับกำลังใจกลับไปมากขึ้น